หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นคนเก่ง เจ้าจงย้ำเกรงต่อพระองค์
หากอัลลอฮให้เจ้ามีเกียรติอันสูงส่ง เจ้าอย่าทะนงและถือดี
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นผู้มั่งมี เจ้าจงอย่าย่ำยี เหยียดหยามคนจน
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นผู้ขัดสน เจ้าจงอดทนและศรัทธา
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นคนกล้า เจ้าจงหาญกล้าต่อเหล่าศัตรู
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นผู้รู้ เจ้าจงต่อสู้เพื่อสัจธรรม
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นผู้ฉลาด เจ้าจงเป็นนักปราชญ์ของท่านศาสดา
หากอัลลอฮให้เจ้าเป็นผู้อ่อนแอ เจ้าจงอย่าท้อแท้และอย่าระทม เจ้าจะเป็นผู้สูงส่ง
Oo~About us~oO
- Qafilatul-Abrar
- เราพร้อมที่จะทำงานเพื่อฟื้นฟูอิสลามภายใต้พันธกิจที่ว่า"จงมุ่งมั่นสู่การปฏิรูปตนเอง และเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่การยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ"
วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
จงระลึกถึงอัลอฮ(ซ.บ.)ตลอดเวลา ด้วยคำกล่าวดังนี้
เมื่อจะเริ่มทำสิ่งใดก็ตาม บิสมิลลาฮฺ *ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ
เมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดก็ตาม อินชาอัลลอฮ *หากอัลลอฮฺทรงประสงค์
เมื่อกระทำสิ่งใดที่ควรได้รับการสรรเสริญ ซุบฮานัลลอฮฺ *อัลลอฮฺผู้ทรงบริสุทธิ
เมื่อเจ็บป่วยหรือมีความทุกข์ ยาอัลลอฮฺ *โอ้อัลลอฮฺ
เมื่อรู้สึกยินดีในสิ่งใดๆ มาชาอัลลอฮฺ *พระประสงค์ของอัลลอฮฺ
เมื่อขอบคุณผู้ใดในเรื่องต่างๆ ญะซากัลลอฮฺฮู่คอยรอน *ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนท่าน
เมื่อตื่นนอน ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮฺ *ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ
เมื่อตนเองจาม อัลฮัมดุลิลลาฮฺ *บรรดาสรรเสริญ เป็นของอัลลอฮฺ
เมื่อผู้อื่นจาม ยัรฮัมมูกัลลอฮฺ *ขออัลลอฮฺ ทรงเมตตาท่าน
เมื่อสำนึกผิดจากการกระทำบาป อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ *ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ
เมื่อให้คสาบานในเรื่องใด วัลลอฮิ วะบิลลาฮฺ *ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ
เมื่อบริจาคทาน ฟีซะบี่ลิลลาฮฺ *ในหนทางของอัลลอฮฺ
เมื่อเกิดความรักกับผู้ใด ลิฮุบ บิลลาฮฺ *รักเพื่ออัลลอฮฺ
เมื่อจากกัน ฟีอะมานิลลาฮฺ *ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครอง
เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้น ตะวัก กัลตุ อะลัลลอฮฺ *ฉันขอมอบหมายแก่อัลลอฮฺ
เมื่อเกิดความปิติยินดี ฟะ ตาบาร่อกัลลอฮฺ *อัลลอฮฺ ทรงจำเริญ
เมื่อประสบสิ่งไม่พึงปราถนา น่าอูซุบิลลาฮฺ *เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ
เมื่อขอพรร่วมกัน อามีน *ขออัลลอฮฺทรงโปรดเถิด
เมื่อแต่งงาน อามัน ตุ บิลลาฮฺ *ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
เมื่อได้รับข่าวการตายของผู้ใด อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน
*แท้จริงเราเป็นสิทธิ์แห่งอัลลอฮฺและเราต้องกลับสู่พระองค์
เมื่อตั้งใจจะทำสิ่งใดก็ตาม อินชาอัลลอฮ *หากอัลลอฮฺทรงประสงค์
เมื่อกระทำสิ่งใดที่ควรได้รับการสรรเสริญ ซุบฮานัลลอฮฺ *อัลลอฮฺผู้ทรงบริสุทธิ
เมื่อเจ็บป่วยหรือมีความทุกข์ ยาอัลลอฮฺ *โอ้อัลลอฮฺ
เมื่อรู้สึกยินดีในสิ่งใดๆ มาชาอัลลอฮฺ *พระประสงค์ของอัลลอฮฺ
เมื่อขอบคุณผู้ใดในเรื่องต่างๆ ญะซากัลลอฮฺฮู่คอยรอน *ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนท่าน
เมื่อตื่นนอน ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮฺ *ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ
เมื่อตนเองจาม อัลฮัมดุลิลลาฮฺ *บรรดาสรรเสริญ เป็นของอัลลอฮฺ
เมื่อผู้อื่นจาม ยัรฮัมมูกัลลอฮฺ *ขออัลลอฮฺ ทรงเมตตาท่าน
เมื่อสำนึกผิดจากการกระทำบาป อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ *ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ
เมื่อให้คสาบานในเรื่องใด วัลลอฮิ วะบิลลาฮฺ *ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ
เมื่อบริจาคทาน ฟีซะบี่ลิลลาฮฺ *ในหนทางของอัลลอฮฺ
เมื่อเกิดความรักกับผู้ใด ลิฮุบ บิลลาฮฺ *รักเพื่ออัลลอฮฺ
เมื่อจากกัน ฟีอะมานิลลาฮฺ *ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครอง
เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้น ตะวัก กัลตุ อะลัลลอฮฺ *ฉันขอมอบหมายแก่อัลลอฮฺ
เมื่อเกิดความปิติยินดี ฟะ ตาบาร่อกัลลอฮฺ *อัลลอฮฺ ทรงจำเริญ
เมื่อประสบสิ่งไม่พึงปราถนา น่าอูซุบิลลาฮฺ *เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ
เมื่อขอพรร่วมกัน อามีน *ขออัลลอฮฺทรงโปรดเถิด
เมื่อแต่งงาน อามัน ตุ บิลลาฮฺ *ฉันศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
เมื่อได้รับข่าวการตายของผู้ใด อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน
*แท้จริงเราเป็นสิทธิ์แห่งอัลลอฮฺและเราต้องกลับสู่พระองค์
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
แบบอย่างของท่านรอซูลในการปฏิสัมพันธ์กับยิว
هدي النبي صلى الله عليه وسلم في معاملة اليهود
แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการปฏิสัมพันธ์กับยิว
แปล: ยูซุฟ อบูบักรฺ
ترجمة: يوسف أبوبكر
ตรวจทาน: ฟัยซอล อับดุลฮาดี
مراجعة: فيصل عبدالهادي
คำถาม : แบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ปฏิบัติกับชาวยิวเป็น
อย่างไร ?
คำตอบ : อัลหัมดุลิลลาฮฺ แท้จริงคำพูดที่ประเสริฐที่สุด คือ คำดำรัสแห่งอัลลอฮฺ ทางนำที่ดีที่สุด คือทางนำของนบี
มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านเป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์เพียบพร้อมมากที่สุด เป็นผู้นำแห่งบรรดาศาสนทูต ท่านได้ใช้พวกเราให้ยึดมั่นต่อทางนำของท่าน โดยที่ท่านได้กล่าวว่า:
“พวกท่านจงยึดมั่นต่อแบบอย่างของฉันเถิด”
(บันทึกโดย อบูดาวูด หมายเลข 4607, รับรองความถูกต้องโดย เชคอัล-อัลบานีย์
อย่างไร ?
คำตอบ : อัลหัมดุลิลลาฮฺ แท้จริงคำพูดที่ประเสริฐที่สุด คือ คำดำรัสแห่งอัลลอฮฺ ทางนำที่ดีที่สุด คือทางนำของนบี
มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านเป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์เพียบพร้อมมากที่สุด เป็นผู้นำแห่งบรรดาศาสนทูต ท่านได้ใช้พวกเราให้ยึดมั่นต่อทางนำของท่าน โดยที่ท่านได้กล่าวว่า:
“พวกท่านจงยึดมั่นต่อแบบอย่างของฉันเถิด”
(บันทึกโดย อบูดาวูด หมายเลข 4607, รับรองความถูกต้องโดย เชคอัล-อัลบานีย์
ในหนังสือเศาะฮีหฺอบูดาวูด)
โดยที่ท่านได้เป็นทางนำและแบบอย่างในสภาพการณ์ที่ดีที่สุด และมีจริยวัตรอันเที่ยงตรงที่สุด โดยเฉพาะการปฏิสัมพันธ์ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับชนต่างศาสนิก และเราสามารถกล่าวอย่างคร่าว ๆ ถึงแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวยิว ได้ดังต่อไปนี้
1. ยึดมั่นจุดยืนที่ถูกต้องต่อชาวยิวและรวมถึงศาสนาอื่นทั้งหมด จุดยืนอันนี้แสดงถึงหลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้องของศาสนาอิสลามและการศรัทธาในเอกภาพแห่งอัลลอฮฺ ส่วนศาสนาอื่นนอกจากนี้ถือว่าเป็นที่มาของการสร้างความเสี่อมเสียและเป็นกุฟรฺ พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในวันกิยามะฮฺอัลลอฮฺจะไม่ตอบรับบ่าวคนใดนอกจากบ่าวมุสลิมที่ยอมจำนนต่อพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ความว่า “และผู้ใดที่แสวงหาศาสนาอี่นนอกจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นจะไม่ถูกตอบรับโดยเด็ดขาด และในวันอาคิเราะฮฺเขาจะอยู่ในกลุ่มของบรรดาผู้ที่ขาดทุน“ (อาละ อิมรอน : 85)
แน่นอนการยืนยันต่อสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ดำเนินใน
การดะวะฮฺของท่านและจำเป็นต้องยึดเอาจุดยืนต่างๆ ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน เพราะว่ามันเป็นความจำเป็นต่อหลักอะกีดะฮฺของมุสลิม โดยเฉพาะในยุคสมัยสุดท้ายที่ถูกนำมาเสนอเพื่อบิดเบือนสร้างความหม่นหมองจากบรรดานักเผยแผ่ที่เรียกร้องไปสู่ “ความเป็นหนึ่งเดียวของศาสนา” ดูรายละเอียดคำตอบในเรื่องนี้ในคำถาม (หมายเลข 21534)
2. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้ความสำคัญในการเชิญ
ชวนพวกเขาสู่อิสลาม ท่านจะไม่ปล่อยโอกาสในการเผยแผ่ไปสู่ศาสนาของอัลลอฮฺได้สูญหาย ยกเว้นท่านจะต้องกระทำมัน ท่านจะไม่เริ่มต้นด้วยกับการสู้รบกับพวกเขา - จากสาเหตุการคดโกงหรือบิดพริ้ว - นอกจากท่านจะเชิญชวนและกล่าวตักเตือนพวกเขาก่อน ดั่งที่ท่านได้กล่าวกับอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุ ในสมรภูมิค็อยบัรว่าความว่า “ท่านจงปฏิบัติอย่างใจเย็น จนกระทั่งท่านไปสู่สนามของพวกเขา หลังจากนั้นท่านจงเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามและจงบอกหน้าที่ที่จำเป็นต่อพวกเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าการที่พระองค์อัลลอฮฺทรงให้ทางนำแก่ใครสักคนหนึ่งเพราะท่าน นับว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐแก่ท่านมากกว่าการได้รับอูฐสีแดง” (บันทึกโดย อัล-บุคอรี หมายเลข 2942, มุสลิมหมายเลข 2406 )
3. เน้นหนักการผูกมิตรและภักดี (วะลาอ์) ต่อบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น และนับเป็นความจำเป็นในการแสดงตนให้บริสุทธิ์หรือการไม่ยอมรับ (บะรออ์) จากทุกการปฏิเสธ (กุฟรฺ) ที่ปรากฏชัดเจน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้วางบรรทัดฐานของการเป็นพี่น้องร่วมอุดมการณ์อิสลามไม่เป็นที่อนุญาตให้แก่มุสลิมที่จะมอบความรักความใกล้ชิดให้แก่ชนต่างศาสนิก(เยี่ยงเดียวกันกับที่มอบให้กับผู้ศรัทธา) ด้วยเหตุนี้จะพบว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านรีบจัดการตั้งแต่เริ่มแรกของการเดินทางมาถึงมะดีนะฮฺ มีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจนระหว่างอิสลามกับยิว ดังที่มีปรากฏในสนธิสัญญา – ธรรมนูญ – ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้มีการบันทึกเพื่อที่จัดระเบียบในการติดต่อสัมพันธ์ของประชากรชาวเมืองมะดีนะฮฺ
“ผู้ศรัทธาเป็นประชาชาติเดียวกัน ไม่ใช่กับบุคคลอื่น” บันทึกโดย อัลกอสิม อิบนิ สะลาม ใน
หนังสือ อัลอัมวาล (หมายเลข 517) จากมะรอสีล อัซซุฮฺรียฺ
ดร. อักรอม อัลอุมะรียฺ กล่าวว่า “มุอาคอฮฺ (การผูกญาติระหว่างมุฮาญิรีนและอันศอร) จำกัดอยู่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้อื่นไม่ว่าผู้นั้นเป็นยิวและบรรดาพันธมิตร และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการแบ่งความชัดเจนทางศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อไปสู่เป้าหมายเพื่อเพิ่มสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในตัวของมันเอง” ดูรายละเอียดในหนังสือ “อัซซีเราะฮฺ อัลนะบะวียะฮฺ อัศศอฮีฮะฮฺ“ ของ ดร. อักรอม อัลอุมะรียฺ (1/272 – 291 ) โดยได้ขยายความและวิเคราะห์ไว้ในเรื่องข้อชี้ขาดของสนธิสัญญา
4. แต่ทว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยอมรับสิทธิในด้านต่างๆ ของชาวยิวและคริสเตียน ย่อมเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดของผู้ที่คิดว่า คำว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนายิวที่ถูกบิดเบือนแล้วจำเป็นต้องไปอธรรมและไม่เคารพสิทธิ เพราะแท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ยอมรับการอยู่ร่วมกับชาวยิวในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้บันทึกไว้ในสนธิสัญญามะดีนะฮฺ “แท้จริงยิวจากบะนีเอาฟฺเป็นกลุ่มชนหนึ่งที่อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ศรัทธา” และท่านนบีได้ปกป้องสิทธิต่างๆ ให้แก่พวกเขา อาทิ ...
4.1 สิทธิในชีวิต ท่านไม่เคยทำการสู้รบกับยิวคนใดเลย นอกจากสู้รบกับผู้ที่ผิดสัญญา คดโกงบิดพลิ้ว
4.2 สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา กล่าวคือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ยอมรับให้พวกเขายังคงนับถือศาสนาเดิมและไม่ได้บังคับคนหนึ่งคนใดให้เข้าอิสลามสนองตอบคำดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่าความว่า “ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา” ( อัลบะเกาะเราะฮฺ / 256 )ท่านได้บันทึกไว้ในสนธิสัญญามะดีนะฮฺว่า “สำหรับยิวมีศาสนาสำหรับพวกเขา และสำหรับมุสลิมตัวของพวกเขาเองและบริวารของพวกเขาก็มีศาสนา”
4.3 สิทธิในการครอบครอง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ไปเพิกถอนกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งคนใดของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมยังยอมรับให้มีการทำธุรกิจหรือค้าขายระหว่างมุสลิมและยิว
4.4 สิทธิในการคุ้มครองดูแล ดังที่มีปรากฏในสนธิสัญญาว่า “สำหรับยิวต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูของพวกเขา สำหรับมุสลิมต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูของพวกเขา และแท้จริงระหว่างพวกเขาต้องช่วยเหลือกันกับผู้ที่มาสู้รบกับชาวสนธิสัญญาฉบับนี้”
4.5 สิทธิในการให้ความเป็นธรรมและขจัดความอธรรม ดังที่มีปรากฏสนธิสัญญามะดีนะฮฺว่า “ยิวคนใดที่ปฏิบัติตามสัญญาของเราเขาจะได้รับการช่วยเหลือและการปฏิบัติที่ดีโดยไม่ถูกอธรรม และไม่มีใครมาละเมิดได้” ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สร้างความเป็นธรรมในการตัดสินปัญหาถึงแม้ว่าทำให้มุสลิมต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม
ความว่า “เมื่อชาวคอยบัรได้ฆ่าอับดุลลอฮฺ บิน สะฮฺลิ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮูท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ตัดสินให้เขาต้องจ่ายสินไหมทดแทน (ดียะฮฺ) และท่านก็ไม่ได้ลงโทษต่ออาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อขึ้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในที่สุดท่านได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากทรัพย์สินของมุสลิม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี หมายเลข
6769 และมุสลิม หมายเลข 1669)
“และเมื่ออัลอัชอัษ บินก็อยสฺได้เกิดข้อพิพาทกับชายชาวยิว ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในกรณีที่ดินในเยเมน ในขณะที่เขาไม่มีหลักฐานอันใด ท่านได้ตัดสินที่ดินให้แก่ยิวโดยการให้เขาสาบาน” (บันทึกโดยอัลบุคอรี
หมายเลข 2525, และมุสลิมหมายเลข 138)
4.6 และยิ่งกว่านั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังได้ให้สิทธิในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างพวกเขาตามกฎหมายของศาสนาพวกเขา และท่านก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขาปฏิบัติตามกฏหมายของมุสลิม เมื่อใดที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นระหว่างพวกเขาด้วยกัน นอกจากว่าเมื่อพวกเขาได้มาหาท่านและต้องการให้ท่านตัดสินปัญหา ท่านก็จะตัดสินด้วยกับหลักชะรีอะฮฺและศาสนาของมุสลิมหลีกเลี่ยงพวกเขาเสียและถ้าหากเจ้าหลีกเลี่ยงพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ให้โทษแก่เจ้าได้แต่อย่างใดเลย และหากเจ้าตัดสินก็จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่มีความยุติธรรม” (อัลมาอิดะฮฺ / 42)
5. ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปฏิบัติด้วยความดีงามกับมนุษย์ทุกคน และส่วนหนึ่งก็ปฏิบัติกับพวกยิว แท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งให้มีความเป็นธรรมและประกอบความดีงาม ให้มีจรรยามารยาทที่ดีและคืนสิทธิให้แก่ชาวยิวและแก่คนอื่นๆ ดั่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่าความว่า “อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเขาเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่มีความยุติธรรม” ( อัลมุมตะหะนะฮฺ : 8 )
และตัวอย่างส่วนหนึ่งจากความดีงามของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับชาวยิว อาทิ ...
5.1 ท่านไปเยี่ยมเยียนชาวยิวที่เจ็บป่วย อัล-บุคอรีได้รายงาน (หมายเลข 1356) จากอนัส
บิน มาลิก เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮู ความว่า “แท้จริงมีเด็กชาวยิวเคยรับใช้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้ล้มป่วย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มาเยี่ยมเขาโดยที่ท่านได้นั่งใกล้ศีรษะของเขาแล้วกล่าวว่า จงเข้ารับอิสลามเถิดจากนั้นเขาได้มองไปยังพ่อของเขา (เพื่อขอความคิดเห็น) พ่อของเขากล่าวว่า จงเชื่อฟังอบุลกอสิม ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วเขาก็
รับอิสลาม ต่อจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เดินออกมาแล้วกล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ผู้ที่ทำให้เขารอดพ้นจากไฟนรก”
5.2 ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม รับของกำนัลจากพวกยิว มีรายงานจาก อัลบุคอรี (หมายเลข 2617) และมุสลิม (หมายเลข 2190) จากอนัส บิน มาลิก เราะฏิยัลลอฮุ อันฮู กล่าวว่า
ความว่า “แท้จริงมีผู้หญิงชาวยิวคนหนึ่ง ได้นำเนื้อแพะใส่ยาพิษมาให้แก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากนั้นท่านก็รับมันไปรับประทาน”
5.3 ท่านได้ให้อภัยต่อการกระทำที่ชั่วช้าของพวกเขา เนื่องจากท่านไม่ได้ห้ามการฆ่าผู้หญิงที่ใส่ยาพิษในแพะคนดังกล่าว มีระบุต่อจากหะดีษที่ผ่านมา
ความว่า “นางถูกนำมาหาท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้ถามนางถึงเรื่องดังกล่าว นางตอบว่า ฉันต้องการที่จะฆ่าท่าน ท่านเราะสูลกล่าวว่า อัลลอฮฺไม่ต้องการทำให้เธอมีชัยในเรื่องนี้บรรดาเศาะฮาบะฮฺกล่าวว่า ให้เราฆ่านางได้หรือไม่? ท่านเราะสูลกล่าวว่า : ไม่”.
ยิ่งกว่านั้นจากหะดีษอะบีฮุร็อยเราะฮฺ ในเศาะฮีหฺอัลบุคอรี (หมายเลข 3169) แท้จริงเรื่องดังกล่าวเป็นการรู้เห็นของชาวยิวและพวกเขาเองก็ยอมรับถึง ความพยายามที่จะฆ่าท่านเราะสูลด้วยกับยาพิษ แต่ทั้งนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ไม่ได้สั่งให้แก้แค้นแทนตัวของท่านเองแต่ท่านได้มีคำสั่งให้ฆ่านางหลังจากที่เศาะฮะบะฮฺท่านหนึ่งได้เสียชีวิตเนื่องจากเขากินแพะอาบยาพิษพร้อมกับท่าน เศาะฮะบะฮฺผู้นั้นคือ บะชัร อิบนิ อัลบะรออฺ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุและทำนองเดียวกันเมื่อ ละบีด อิบนิ อัลอะศ็อม เป็นชาวยิวได้ทำไสยศาสตร์กับท่านนบีและอัลลอฮฺทรงปกป้องท่านให้รอดพ้นจากไสยศาสตร์ ท่านไม่ได้แก้แค้นและไม่ได้สั่งให้ฆ่าเขาแต่ประการใด ยิ่งกว่านั้นยังมีปรากฏในสุนันอัลนะสาอียฺ (หมายเลข 4050) และรับรองความถูกต้องโดยเชคอัล-อัลบานีย์ จากเซด อิบนิ อัรกอม กล่าวว่า ท่านไม่ได้กล่าวเช่นนั้นกับยิว และไม่ได้เห็นสิ่งใดบนใบหน้าของท่านเลย”
5.4 ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยทำธุรกรรมทางการเงิน (ค้าขาย)กับชาวยิวและท่านรักษาสัญญาในการคบค้าสมาคมกับพวกเขา จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัรเราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุมา กล่าวว่า
ความว่า “ท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ให้ชาวยิวทำการเพาะปลูกในแผ่นดินคอยบัร โดยการแบ่งปันผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูก” (บันทึกโดย อัลบุคอรี หมายเลข 2165, และมุสลิม หมายเลข 1551)และจากอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮา ความว่า “ท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ซื้ออาหารจากชาวยิวโดยการใช้เครดิตแล้วเอาเสื้อเกราะประกันไว้” (บันทึกโดยอัลบุคอรี หมายเลข 1990, และมุสลิม หมายเลข 1603)
5.5 ในตอนแรกของการเดินทางมายังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบีเห็นพ้องกับการกระทำและจารีตประเพณีของชาวยิว เป็นการสร้างสัมพันธไมตรีต่อหัวใจของพวกเขาเพื่อเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม แต่หลังจากที่ท่านเห็นว่าพวกเขามีความดื้อดึง ต่อต้าน และยโสโอหัง ท่านมีคำสั่งให้ปฏิบัติที่แตกต่างและห้ามต่อการเลียนแบบพวกเขา จากอิบนิ อับบาส เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุมา ความว่า “แท้จริงท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปล่อยผมในขณะที่พวกมุชริกแยกผมโดยที่ชาวคัมภีร์ (ยิว คริสต์) ได้ปล่อยผม และปรากฏว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมชอบที่จะเห็นพ้องกับชาวคัมภีร์ ในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่สั่งใช้แต่ประการใด ต่อจากนั้นท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้หวีผมแยก”
บันทึกโดยอัลบุคอรี (หมายเลข 3728) และมุสลิม (หมายเลข 2336)
6. เวลาสนทนาโต้ตอบกับพวกยิวท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมไม่แสดงตนว่ามีความสูงส่ง แต่ท่านกลับมีความนอบน้อม อ่อนโยน ไม่กดขี่ ข่มเหงต่อพวกเขา ตอบคำถามของพวกเขาถึงแม้ว่าพวกเขาถามเป้าหมายเพื่อการยั่วยุหรือพิพาทโต้เถียง
ความว่า “จากอิบนิ มัสอูด เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า “ระหว่างที่ฉันได้เดินพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่สวนแห่งหนึ่ง ในขณะที่ท่านนอนตะแคงบนทางของต้นอินทผลัม ทันใดนั้น มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา บางส่วนของพวกเขาก็กล่าวว่า "จงถามเขาดูเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ" พวกเขาบางคนกล่าวว่า "พวกท่านสงสัยสิ่งใดในตัวของเขาอีก เขาจะไม่ต้อนรับพวกท่านด้วยสิ่งที่พวกท่านไม่ชอบแน่" บางคนก็ตอบกลับไปว่า "จงไปถามเขาซะ" แล้วกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาได้ลุกขึ้นไปถามท่านถึงเรื่องวิญญาณ อิบนุมัสอูดเล่าว่า ดังนั้นท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เงียบเฉยไม่ตอบโต้แต่ประการใด ฉันรู้ว่าวะฮฺยูกำลังถูกประทานมายังท่าน อิบนุมัสอูด เล่าต่อว่า ฉันได้ลุกขึ้นออกจากที่ที่ฉันยืน ดังนั้นอัลลอฮฺจึงประทานโองการลงมาว่า
ความว่า “และพวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับวิญญาณ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) เรื่องวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของพระผู้อภิบาลของฉัน และพวกเจ้าจะไม่ได้รับความรู้อันใด นอกจากแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี หมายเลข 4444, และมุสลิม หมายเลข 2794)
7. ท่านเคยดุอาอฺให้แก่พวกเขาให้ได้รับทางนำและให้มีสภาพที่ดี จากอะบีมูสา เราะฏิยัลลอฮฺอันฮุความว่า “ปรากฏว่าชาวยิวต่างก็กล่าวดุอาอฺขณะที่พวกเขาจามต่อหน้าท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อหวังให้นบีกล่าวดุอาอฺ (ยัรฮะกุมุลลอฮฺ หมายถึง ขออัลลอฮฺเมตตาพวกท่าน)แก่พวกเขา แต่ท่านก็ไม่กล่าวเช่นนั้น แต่กล่าวว่า (ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะยุศลิฮฺบาละกุม หมายถึงขออัลลอฮฺชี้ทางพวกท่าน และแก้ไขสถาพพวกท่าน)” (บันทึกโดย อัต-ติรมิซียฺ หมายเลข 2739 และท่านกล่าวว่า หะดีษฮะซัน เศาะฮีหฺ และได้รับรองความถูกต้องโดย เชคอัล-อัลบานีย์ ในหนังสือ เศาะฮีหฺ อัตติรมิซียฺ)
8. และในทางตรงกันข้ามท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ไม่ยอมให้ยิวละเมิดสิทธิของมุสลิม ท่านได้ลงโทษกับทุกคนที่ละเมิดและอธรรมต่อมุสลิม เช่น เมื่อชาวยิวจากเผ่าบะนีก็อยนุกออฺได้ทำร้ายมุสลิมะฮฺนางหนึ่งในตลาด และพวกเขาวางแผนเพื่อที่จะเปิดเอาเราะฮฺของนาง พวกเขาได้อาฆาตว่าจะฆ่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และพวกเขากล่าวว่า “โอ้มุฮัมมัดอย่าหลงตัวเองไปเลยในการที่ท่านสามารถสังหารชาวกุเรชได้ พวกเขาเป็นผู้ที่อ่อนแอไม่รู้จักการทำสงครามหากท่านได้ทำสงครามกับพวกเราท่านจะรู้ว่าพวกเรานั้นคือมนุษย์” (อ้างจาก อิบนุ ฮะญัร ใน ฟัตฮุลบารียฺ 7 / 332 ) ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ขับไล่พวกเขาออกจากเมืองมะดีนะฮฺ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนเชาวาล ปีที่ 2 ของการฮิจเราะฮฺหลังจากที่การสร้างความเดือดร้อนของกะอฺบฺ อิบนิ อัล-อัชร็อฟชาวยิวได้เพิ่มมากขึ้น เขาได้ดูถูกและเหยียดหยามต่อมุสลิมที่กล่าวไว้ในบทกวีของเขา พร้อมกันนั้นกะอฺบฺได้เดินทางไปยังมักกะฮฺเพื่อจะหว่านล้อมแกนนำของกุเรชให้ทำสงครามกับมุสลิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มีคำสั่งให้ฆ่าเขา (อ้างจาก บทสรุปส่วนหนึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ยาว ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ปีที่3 ของการฮิจเราะฮฺ บันทึกโดย อัลบุคอรี หมายเลข 2375 และมุสลิม หมายเลข 1801)
และเช่นเดียวกันเมื่อความพยายามที่จะฆ่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากเผ่าบะนีอัน-นะฏีรเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเรื่องเล่าที่แพร่หลายที่ได้บันทึกโดยบรรดานักประวัติศาสตร์ พวกเขาได้วางแผนการณ์กับชาวกุเรชเพื่อทำสงครามกับชาวมะดีนะฮฺ และพวกเขาได้ชี้แนะความลับให้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีคำสั่งให้ขับไล่พวกเขาพ้นจากมะดีนะฮฺ เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีที่ 4 ของการฮิจเราะฮฺ (ดูรายละเอียดใน อัลมะฆอซียฺ ของอัลวากิดียฺ1/363-370 และซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม 3/682)และสำหรับยิวเผ่ากุร็อยเซาะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ฆ่านักรบของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้บิดพลิ้วในสงครามอัลอะฮฺซาบ และพวกเขาได้เป็นพันธมิตรกับชาวกุเรชและอาหรับเผ่าต่างๆ เพื่อเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับมุสลิม และพวกเขาก็ได้ละเมิดสัญญาต่างๆเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 5 ของการฮิจเราะฮฺ (ดูรายละเอียดใน อิบนิ ฮิชาม 3 / 706)และมีรายงานมากมายว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้อภัยแก่ทุกคนที่รักษาสัญญาต่อพวกเขาและท่านไม่ได้เอาโทษนอกจากกับผู้ที่ร่วมกันในเรื่องการบิดพริ้ว (โปรดดูรายละเอียดใน อัซ-ซีเราะฮฺ อัน-นะบะวียะฮฺ อัศ-เศาะฮีฮะฮฺ ของ ดร.อักรอม อัล-อุมะรียฺ 1/ 316) และมีปรากฏในสนธิสัญญามะดีนะฮฺ “สำหรับยิวคือศาสนาของพวกเขา และสำหรับมุสลิมตัวของพวกเขาเองและบริวารของพวกเขาก็มีศาสนา นอกจากผู้ที่อธรรมและทำบาปก็ไม่ได้ทำอันตรายแก่ผู้ใด
นอกจากต่อตัวเองและครอบครัว”สุดท้ายเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เห็นการบิดพลิ้วและหลอกลวงของพวกยิว อัลลอฮฺมีโองการให้คาบสมุทรอาหรับนั้นมีเพียงศาสนาแห่งเตาฮีดเท่านั้น จะไม่ให้หลงเหลือศาสนาใดนอกจากศาสนาที่พระองค์อัลลอฮฺทรงพอพระทัยเท่านั้น จากอิบนิ อับบาส เราะฏิยัลลอฮฺอันฮุมา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สั่งเสียตอนที่ท่านล้มป่วยก่อนที่จะเสียชีวิตว่าความว่า “จงขับไล่พวกมุชริกีนออกจากคาบสมุทรอาหรับ” (บันทึกโดยอัลบุคอรี หมายเลข 2888, และมุสลิม หมายเลข 1637)
วัลลอฮุ ตะอะลา อะอฺลัม
ที่มา www.islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 84308__
โดยที่ท่านได้เป็นทางนำและแบบอย่างในสภาพการณ์ที่ดีที่สุด และมีจริยวัตรอันเที่ยงตรงที่สุด โดยเฉพาะการปฏิสัมพันธ์ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กับชนต่างศาสนิก และเราสามารถกล่าวอย่างคร่าว ๆ ถึงแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวยิว ได้ดังต่อไปนี้
1. ยึดมั่นจุดยืนที่ถูกต้องต่อชาวยิวและรวมถึงศาสนาอื่นทั้งหมด จุดยืนอันนี้แสดงถึงหลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้องของศาสนาอิสลามและการศรัทธาในเอกภาพแห่งอัลลอฮฺ ส่วนศาสนาอื่นนอกจากนี้ถือว่าเป็นที่มาของการสร้างความเสี่อมเสียและเป็นกุฟรฺ พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่าในวันกิยามะฮฺอัลลอฮฺจะไม่ตอบรับบ่าวคนใดนอกจากบ่าวมุสลิมที่ยอมจำนนต่อพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ความว่า “และผู้ใดที่แสวงหาศาสนาอี่นนอกจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นจะไม่ถูกตอบรับโดยเด็ดขาด และในวันอาคิเราะฮฺเขาจะอยู่ในกลุ่มของบรรดาผู้ที่ขาดทุน“ (อาละ อิมรอน : 85)
แน่นอนการยืนยันต่อสิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ดำเนินใน
การดะวะฮฺของท่านและจำเป็นต้องยึดเอาจุดยืนต่างๆ ปฏิบัติตามแนวทางของท่าน เพราะว่ามันเป็นความจำเป็นต่อหลักอะกีดะฮฺของมุสลิม โดยเฉพาะในยุคสมัยสุดท้ายที่ถูกนำมาเสนอเพื่อบิดเบือนสร้างความหม่นหมองจากบรรดานักเผยแผ่ที่เรียกร้องไปสู่ “ความเป็นหนึ่งเดียวของศาสนา” ดูรายละเอียดคำตอบในเรื่องนี้ในคำถาม (หมายเลข 21534)
2. ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้ความสำคัญในการเชิญ
ชวนพวกเขาสู่อิสลาม ท่านจะไม่ปล่อยโอกาสในการเผยแผ่ไปสู่ศาสนาของอัลลอฮฺได้สูญหาย ยกเว้นท่านจะต้องกระทำมัน ท่านจะไม่เริ่มต้นด้วยกับการสู้รบกับพวกเขา - จากสาเหตุการคดโกงหรือบิดพริ้ว - นอกจากท่านจะเชิญชวนและกล่าวตักเตือนพวกเขาก่อน ดั่งที่ท่านได้กล่าวกับอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุ ในสมรภูมิค็อยบัรว่าความว่า “ท่านจงปฏิบัติอย่างใจเย็น จนกระทั่งท่านไปสู่สนามของพวกเขา หลังจากนั้นท่านจงเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลามและจงบอกหน้าที่ที่จำเป็นต่อพวกเขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าการที่พระองค์อัลลอฮฺทรงให้ทางนำแก่ใครสักคนหนึ่งเพราะท่าน นับว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐแก่ท่านมากกว่าการได้รับอูฐสีแดง” (บันทึกโดย อัล-บุคอรี หมายเลข 2942, มุสลิมหมายเลข 2406 )
3. เน้นหนักการผูกมิตรและภักดี (วะลาอ์) ต่อบรรดาผู้ศรัทธาเท่านั้น และนับเป็นความจำเป็นในการแสดงตนให้บริสุทธิ์หรือการไม่ยอมรับ (บะรออ์) จากทุกการปฏิเสธ (กุฟรฺ) ที่ปรากฏชัดเจน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้วางบรรทัดฐานของการเป็นพี่น้องร่วมอุดมการณ์อิสลามไม่เป็นที่อนุญาตให้แก่มุสลิมที่จะมอบความรักความใกล้ชิดให้แก่ชนต่างศาสนิก(เยี่ยงเดียวกันกับที่มอบให้กับผู้ศรัทธา) ด้วยเหตุนี้จะพบว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านรีบจัดการตั้งแต่เริ่มแรกของการเดินทางมาถึงมะดีนะฮฺ มีการแยกออกจากกันอย่างชัดเจนระหว่างอิสลามกับยิว ดังที่มีปรากฏในสนธิสัญญา – ธรรมนูญ – ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้มีการบันทึกเพื่อที่จัดระเบียบในการติดต่อสัมพันธ์ของประชากรชาวเมืองมะดีนะฮฺ
“ผู้ศรัทธาเป็นประชาชาติเดียวกัน ไม่ใช่กับบุคคลอื่น” บันทึกโดย อัลกอสิม อิบนิ สะลาม ใน
หนังสือ อัลอัมวาล (หมายเลข 517) จากมะรอสีล อัซซุฮฺรียฺ
ดร. อักรอม อัลอุมะรียฺ กล่าวว่า “มุอาคอฮฺ (การผูกญาติระหว่างมุฮาญิรีนและอันศอร) จำกัดอยู่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้อื่นไม่ว่าผู้นั้นเป็นยิวและบรรดาพันธมิตร และไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการแบ่งความชัดเจนทางศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อไปสู่เป้าหมายเพื่อเพิ่มสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในตัวของมันเอง” ดูรายละเอียดในหนังสือ “อัซซีเราะฮฺ อัลนะบะวียะฮฺ อัศศอฮีฮะฮฺ“ ของ ดร. อักรอม อัลอุมะรียฺ (1/272 – 291 ) โดยได้ขยายความและวิเคราะห์ไว้ในเรื่องข้อชี้ขาดของสนธิสัญญา
4. แต่ทว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยอมรับสิทธิในด้านต่างๆ ของชาวยิวและคริสเตียน ย่อมเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดของผู้ที่คิดว่า คำว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับศาสนายิวที่ถูกบิดเบือนแล้วจำเป็นต้องไปอธรรมและไม่เคารพสิทธิ เพราะแท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ยอมรับการอยู่ร่วมกับชาวยิวในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้บันทึกไว้ในสนธิสัญญามะดีนะฮฺ “แท้จริงยิวจากบะนีเอาฟฺเป็นกลุ่มชนหนึ่งที่อยู่พร้อมกับบรรดาผู้ศรัทธา” และท่านนบีได้ปกป้องสิทธิต่างๆ ให้แก่พวกเขา อาทิ ...
4.1 สิทธิในชีวิต ท่านไม่เคยทำการสู้รบกับยิวคนใดเลย นอกจากสู้รบกับผู้ที่ผิดสัญญา คดโกงบิดพลิ้ว
4.2 สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา กล่าวคือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ยอมรับให้พวกเขายังคงนับถือศาสนาเดิมและไม่ได้บังคับคนหนึ่งคนใดให้เข้าอิสลามสนองตอบคำดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่าความว่า “ไม่มีการบังคับในการนับถือศาสนา” ( อัลบะเกาะเราะฮฺ / 256 )ท่านได้บันทึกไว้ในสนธิสัญญามะดีนะฮฺว่า “สำหรับยิวมีศาสนาสำหรับพวกเขา และสำหรับมุสลิมตัวของพวกเขาเองและบริวารของพวกเขาก็มีศาสนา”
4.3 สิทธิในการครอบครอง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ไปเพิกถอนกรรมสิทธิ์จากคนหนึ่งคนใดของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมยังยอมรับให้มีการทำธุรกิจหรือค้าขายระหว่างมุสลิมและยิว
4.4 สิทธิในการคุ้มครองดูแล ดังที่มีปรากฏในสนธิสัญญาว่า “สำหรับยิวต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูของพวกเขา สำหรับมุสลิมต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูของพวกเขา และแท้จริงระหว่างพวกเขาต้องช่วยเหลือกันกับผู้ที่มาสู้รบกับชาวสนธิสัญญาฉบับนี้”
4.5 สิทธิในการให้ความเป็นธรรมและขจัดความอธรรม ดังที่มีปรากฏสนธิสัญญามะดีนะฮฺว่า “ยิวคนใดที่ปฏิบัติตามสัญญาของเราเขาจะได้รับการช่วยเหลือและการปฏิบัติที่ดีโดยไม่ถูกอธรรม และไม่มีใครมาละเมิดได้” ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สร้างความเป็นธรรมในการตัดสินปัญหาถึงแม้ว่าทำให้มุสลิมต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็ตาม
ความว่า “เมื่อชาวคอยบัรได้ฆ่าอับดุลลอฮฺ บิน สะฮฺลิ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮูท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่ได้ตัดสินให้เขาต้องจ่ายสินไหมทดแทน (ดียะฮฺ) และท่านก็ไม่ได้ลงโทษต่ออาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อขึ้น เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในที่สุดท่านได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากทรัพย์สินของมุสลิม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี หมายเลข
6769 และมุสลิม หมายเลข 1669)
“และเมื่ออัลอัชอัษ บินก็อยสฺได้เกิดข้อพิพาทกับชายชาวยิว ไปหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในกรณีที่ดินในเยเมน ในขณะที่เขาไม่มีหลักฐานอันใด ท่านได้ตัดสินที่ดินให้แก่ยิวโดยการให้เขาสาบาน” (บันทึกโดยอัลบุคอรี
หมายเลข 2525, และมุสลิมหมายเลข 138)
4.6 และยิ่งกว่านั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังได้ให้สิทธิในการตัดสินข้อพิพาทระหว่างพวกเขาตามกฎหมายของศาสนาพวกเขา และท่านก็ไม่ได้บังคับให้พวกเขาปฏิบัติตามกฏหมายของมุสลิม เมื่อใดที่เกิดกรณีพิพาทขึ้นระหว่างพวกเขาด้วยกัน นอกจากว่าเมื่อพวกเขาได้มาหาท่านและต้องการให้ท่านตัดสินปัญหา ท่านก็จะตัดสินด้วยกับหลักชะรีอะฮฺและศาสนาของมุสลิมหลีกเลี่ยงพวกเขาเสียและถ้าหากเจ้าหลีกเลี่ยงพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ให้โทษแก่เจ้าได้แต่อย่างใดเลย และหากเจ้าตัดสินก็จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ที่มีความยุติธรรม” (อัลมาอิดะฮฺ / 42)
5. ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปฏิบัติด้วยความดีงามกับมนุษย์ทุกคน และส่วนหนึ่งก็ปฏิบัติกับพวกยิว แท้จริงอัลลอฮฺได้สั่งให้มีความเป็นธรรมและประกอบความดีงาม ให้มีจรรยามารยาทที่ดีและคืนสิทธิให้แก่ชาวยิวและแก่คนอื่นๆ ดั่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่าความว่า “อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเขาเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ที่มีความยุติธรรม” ( อัลมุมตะหะนะฮฺ : 8 )
และตัวอย่างส่วนหนึ่งจากความดีงามของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับชาวยิว อาทิ ...
5.1 ท่านไปเยี่ยมเยียนชาวยิวที่เจ็บป่วย อัล-บุคอรีได้รายงาน (หมายเลข 1356) จากอนัส
บิน มาลิก เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮู ความว่า “แท้จริงมีเด็กชาวยิวเคยรับใช้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้ล้มป่วย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มาเยี่ยมเขาโดยที่ท่านได้นั่งใกล้ศีรษะของเขาแล้วกล่าวว่า จงเข้ารับอิสลามเถิดจากนั้นเขาได้มองไปยังพ่อของเขา (เพื่อขอความคิดเห็น) พ่อของเขากล่าวว่า จงเชื่อฟังอบุลกอสิม ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วเขาก็
รับอิสลาม ต่อจากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เดินออกมาแล้วกล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ผู้ที่ทำให้เขารอดพ้นจากไฟนรก”
5.2 ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม รับของกำนัลจากพวกยิว มีรายงานจาก อัลบุคอรี (หมายเลข 2617) และมุสลิม (หมายเลข 2190) จากอนัส บิน มาลิก เราะฏิยัลลอฮุ อันฮู กล่าวว่า
ความว่า “แท้จริงมีผู้หญิงชาวยิวคนหนึ่ง ได้นำเนื้อแพะใส่ยาพิษมาให้แก่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากนั้นท่านก็รับมันไปรับประทาน”
5.3 ท่านได้ให้อภัยต่อการกระทำที่ชั่วช้าของพวกเขา เนื่องจากท่านไม่ได้ห้ามการฆ่าผู้หญิงที่ใส่ยาพิษในแพะคนดังกล่าว มีระบุต่อจากหะดีษที่ผ่านมา
ความว่า “นางถูกนำมาหาท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้ถามนางถึงเรื่องดังกล่าว นางตอบว่า ฉันต้องการที่จะฆ่าท่าน ท่านเราะสูลกล่าวว่า อัลลอฮฺไม่ต้องการทำให้เธอมีชัยในเรื่องนี้บรรดาเศาะฮาบะฮฺกล่าวว่า ให้เราฆ่านางได้หรือไม่? ท่านเราะสูลกล่าวว่า : ไม่”.
ยิ่งกว่านั้นจากหะดีษอะบีฮุร็อยเราะฮฺ ในเศาะฮีหฺอัลบุคอรี (หมายเลข 3169) แท้จริงเรื่องดังกล่าวเป็นการรู้เห็นของชาวยิวและพวกเขาเองก็ยอมรับถึง ความพยายามที่จะฆ่าท่านเราะสูลด้วยกับยาพิษ แต่ทั้งนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ไม่ได้สั่งให้แก้แค้นแทนตัวของท่านเองแต่ท่านได้มีคำสั่งให้ฆ่านางหลังจากที่เศาะฮะบะฮฺท่านหนึ่งได้เสียชีวิตเนื่องจากเขากินแพะอาบยาพิษพร้อมกับท่าน เศาะฮะบะฮฺผู้นั้นคือ บะชัร อิบนิ อัลบะรออฺ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุและทำนองเดียวกันเมื่อ ละบีด อิบนิ อัลอะศ็อม เป็นชาวยิวได้ทำไสยศาสตร์กับท่านนบีและอัลลอฮฺทรงปกป้องท่านให้รอดพ้นจากไสยศาสตร์ ท่านไม่ได้แก้แค้นและไม่ได้สั่งให้ฆ่าเขาแต่ประการใด ยิ่งกว่านั้นยังมีปรากฏในสุนันอัลนะสาอียฺ (หมายเลข 4050) และรับรองความถูกต้องโดยเชคอัล-อัลบานีย์ จากเซด อิบนิ อัรกอม กล่าวว่า ท่านไม่ได้กล่าวเช่นนั้นกับยิว และไม่ได้เห็นสิ่งใดบนใบหน้าของท่านเลย”
5.4 ปรากฏว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยทำธุรกรรมทางการเงิน (ค้าขาย)กับชาวยิวและท่านรักษาสัญญาในการคบค้าสมาคมกับพวกเขา จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัรเราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุมา กล่าวว่า
ความว่า “ท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ให้ชาวยิวทำการเพาะปลูกในแผ่นดินคอยบัร โดยการแบ่งปันผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูก” (บันทึกโดย อัลบุคอรี หมายเลข 2165, และมุสลิม หมายเลข 1551)และจากอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮา ความว่า “ท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ซื้ออาหารจากชาวยิวโดยการใช้เครดิตแล้วเอาเสื้อเกราะประกันไว้” (บันทึกโดยอัลบุคอรี หมายเลข 1990, และมุสลิม หมายเลข 1603)
5.5 ในตอนแรกของการเดินทางมายังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบีเห็นพ้องกับการกระทำและจารีตประเพณีของชาวยิว เป็นการสร้างสัมพันธไมตรีต่อหัวใจของพวกเขาเพื่อเชิญชวนพวกเขาสู่อิสลาม แต่หลังจากที่ท่านเห็นว่าพวกเขามีความดื้อดึง ต่อต้าน และยโสโอหัง ท่านมีคำสั่งให้ปฏิบัติที่แตกต่างและห้ามต่อการเลียนแบบพวกเขา จากอิบนิ อับบาส เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุมา ความว่า “แท้จริงท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ปล่อยผมในขณะที่พวกมุชริกแยกผมโดยที่ชาวคัมภีร์ (ยิว คริสต์) ได้ปล่อยผม และปรากฏว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมชอบที่จะเห็นพ้องกับชาวคัมภีร์ ในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่สั่งใช้แต่ประการใด ต่อจากนั้นท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้หวีผมแยก”
บันทึกโดยอัลบุคอรี (หมายเลข 3728) และมุสลิม (หมายเลข 2336)
6. เวลาสนทนาโต้ตอบกับพวกยิวท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมไม่แสดงตนว่ามีความสูงส่ง แต่ท่านกลับมีความนอบน้อม อ่อนโยน ไม่กดขี่ ข่มเหงต่อพวกเขา ตอบคำถามของพวกเขาถึงแม้ว่าพวกเขาถามเป้าหมายเพื่อการยั่วยุหรือพิพาทโต้เถียง
ความว่า “จากอิบนิ มัสอูด เราะฏิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า “ระหว่างที่ฉันได้เดินพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่สวนแห่งหนึ่ง ในขณะที่ท่านนอนตะแคงบนทางของต้นอินทผลัม ทันใดนั้น มีชาวยิวกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา บางส่วนของพวกเขาก็กล่าวว่า "จงถามเขาดูเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ" พวกเขาบางคนกล่าวว่า "พวกท่านสงสัยสิ่งใดในตัวของเขาอีก เขาจะไม่ต้อนรับพวกท่านด้วยสิ่งที่พวกท่านไม่ชอบแน่" บางคนก็ตอบกลับไปว่า "จงไปถามเขาซะ" แล้วกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาได้ลุกขึ้นไปถามท่านถึงเรื่องวิญญาณ อิบนุมัสอูดเล่าว่า ดังนั้นท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เงียบเฉยไม่ตอบโต้แต่ประการใด ฉันรู้ว่าวะฮฺยูกำลังถูกประทานมายังท่าน อิบนุมัสอูด เล่าต่อว่า ฉันได้ลุกขึ้นออกจากที่ที่ฉันยืน ดังนั้นอัลลอฮฺจึงประทานโองการลงมาว่า
ความว่า “และพวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับวิญญาณ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) เรื่องวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของพระผู้อภิบาลของฉัน และพวกเจ้าจะไม่ได้รับความรู้อันใด นอกจากแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี หมายเลข 4444, และมุสลิม หมายเลข 2794)
7. ท่านเคยดุอาอฺให้แก่พวกเขาให้ได้รับทางนำและให้มีสภาพที่ดี จากอะบีมูสา เราะฏิยัลลอฮฺอันฮุความว่า “ปรากฏว่าชาวยิวต่างก็กล่าวดุอาอฺขณะที่พวกเขาจามต่อหน้าท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อหวังให้นบีกล่าวดุอาอฺ (ยัรฮะกุมุลลอฮฺ หมายถึง ขออัลลอฮฺเมตตาพวกท่าน)แก่พวกเขา แต่ท่านก็ไม่กล่าวเช่นนั้น แต่กล่าวว่า (ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะยุศลิฮฺบาละกุม หมายถึงขออัลลอฮฺชี้ทางพวกท่าน และแก้ไขสถาพพวกท่าน)” (บันทึกโดย อัต-ติรมิซียฺ หมายเลข 2739 และท่านกล่าวว่า หะดีษฮะซัน เศาะฮีหฺ และได้รับรองความถูกต้องโดย เชคอัล-อัลบานีย์ ในหนังสือ เศาะฮีหฺ อัตติรมิซียฺ)
8. และในทางตรงกันข้ามท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ไม่ยอมให้ยิวละเมิดสิทธิของมุสลิม ท่านได้ลงโทษกับทุกคนที่ละเมิดและอธรรมต่อมุสลิม เช่น เมื่อชาวยิวจากเผ่าบะนีก็อยนุกออฺได้ทำร้ายมุสลิมะฮฺนางหนึ่งในตลาด และพวกเขาวางแผนเพื่อที่จะเปิดเอาเราะฮฺของนาง พวกเขาได้อาฆาตว่าจะฆ่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และพวกเขากล่าวว่า “โอ้มุฮัมมัดอย่าหลงตัวเองไปเลยในการที่ท่านสามารถสังหารชาวกุเรชได้ พวกเขาเป็นผู้ที่อ่อนแอไม่รู้จักการทำสงครามหากท่านได้ทำสงครามกับพวกเราท่านจะรู้ว่าพวกเรานั้นคือมนุษย์” (อ้างจาก อิบนุ ฮะญัร ใน ฟัตฮุลบารียฺ 7 / 332 ) ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ขับไล่พวกเขาออกจากเมืองมะดีนะฮฺ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนเชาวาล ปีที่ 2 ของการฮิจเราะฮฺหลังจากที่การสร้างความเดือดร้อนของกะอฺบฺ อิบนิ อัล-อัชร็อฟชาวยิวได้เพิ่มมากขึ้น เขาได้ดูถูกและเหยียดหยามต่อมุสลิมที่กล่าวไว้ในบทกวีของเขา พร้อมกันนั้นกะอฺบฺได้เดินทางไปยังมักกะฮฺเพื่อจะหว่านล้อมแกนนำของกุเรชให้ทำสงครามกับมุสลิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มีคำสั่งให้ฆ่าเขา (อ้างจาก บทสรุปส่วนหนึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ยาว ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ปีที่3 ของการฮิจเราะฮฺ บันทึกโดย อัลบุคอรี หมายเลข 2375 และมุสลิม หมายเลข 1801)
และเช่นเดียวกันเมื่อความพยายามที่จะฆ่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จากเผ่าบะนีอัน-นะฏีรเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเรื่องเล่าที่แพร่หลายที่ได้บันทึกโดยบรรดานักประวัติศาสตร์ พวกเขาได้วางแผนการณ์กับชาวกุเรชเพื่อทำสงครามกับชาวมะดีนะฮฺ และพวกเขาได้ชี้แนะความลับให้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีคำสั่งให้ขับไล่พวกเขาพ้นจากมะดีนะฮฺ เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีที่ 4 ของการฮิจเราะฮฺ (ดูรายละเอียดใน อัลมะฆอซียฺ ของอัลวากิดียฺ1/363-370 และซีเราะฮฺ อิบนิ ฮิชาม 3/682)และสำหรับยิวเผ่ากุร็อยเซาะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ฆ่านักรบของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้บิดพลิ้วในสงครามอัลอะฮฺซาบ และพวกเขาได้เป็นพันธมิตรกับชาวกุเรชและอาหรับเผ่าต่างๆ เพื่อเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับมุสลิม และพวกเขาก็ได้ละเมิดสัญญาต่างๆเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 5 ของการฮิจเราะฮฺ (ดูรายละเอียดใน อิบนิ ฮิชาม 3 / 706)และมีรายงานมากมายว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้อภัยแก่ทุกคนที่รักษาสัญญาต่อพวกเขาและท่านไม่ได้เอาโทษนอกจากกับผู้ที่ร่วมกันในเรื่องการบิดพริ้ว (โปรดดูรายละเอียดใน อัซ-ซีเราะฮฺ อัน-นะบะวียะฮฺ อัศ-เศาะฮีฮะฮฺ ของ ดร.อักรอม อัล-อุมะรียฺ 1/ 316) และมีปรากฏในสนธิสัญญามะดีนะฮฺ “สำหรับยิวคือศาสนาของพวกเขา และสำหรับมุสลิมตัวของพวกเขาเองและบริวารของพวกเขาก็มีศาสนา นอกจากผู้ที่อธรรมและทำบาปก็ไม่ได้ทำอันตรายแก่ผู้ใด
นอกจากต่อตัวเองและครอบครัว”สุดท้ายเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เห็นการบิดพลิ้วและหลอกลวงของพวกยิว อัลลอฮฺมีโองการให้คาบสมุทรอาหรับนั้นมีเพียงศาสนาแห่งเตาฮีดเท่านั้น จะไม่ให้หลงเหลือศาสนาใดนอกจากศาสนาที่พระองค์อัลลอฮฺทรงพอพระทัยเท่านั้น จากอิบนิ อับบาส เราะฏิยัลลอฮฺอันฮุมา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สั่งเสียตอนที่ท่านล้มป่วยก่อนที่จะเสียชีวิตว่าความว่า “จงขับไล่พวกมุชริกีนออกจากคาบสมุทรอาหรับ” (บันทึกโดยอัลบุคอรี หมายเลข 2888, และมุสลิม หมายเลข 1637)
วัลลอฮุ ตะอะลา อะอฺลัม
ที่มา www.islamqa.com ฟัตวาหมายเลข 84308__
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552
กุนูตนาซิละฮฺ (กุนูตุนนะวาซิล)
الحَمْدُ لله حَمْدًا يَلِيْقُ بِجَلالِ وَجْهِهِ وَعَظِيْمِ سُلْطَانِهِ
การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ เป็นการสรรเสริญที่คู่ควรกับความสง่างาม
แห่งพระพักตร์ของพระองค์ และความยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดแห่งอำนาจของพระองค์
กุนูตนาซิละฮฺ
กุนูตนาซิละฮฺ (กุนูตุนนะวาซิล)
เป็นการกุนูตวิงวอนในสถานการณ์ที่เกิดปัญหากับประชาชาติอิสลาม พี่น้องมุสลิมเดือดร้อน เป็นการขอ ให้มุสลิมอยู่ในความปลอดภัย และกุนูตขอ เพื่อสาปแช่งให้เกิดความพินาศแก่ผู้อธรรม หรือคนชั่วนั้นๆ
“กุนูตุนนะวาซิล” (กุนูตวิกฤต) คือ กุนูตในสถานการณ์ที่เกิดปัญหากับประชาชาติอิสลาม เมื่อพี่น้องมุสลิมเดือดร้อน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บัญญัติให้อิมามรณรงค์ขอดุอาอฺในการละหมาดทุกวักตู (ถ้าทำได้) หรือเลือกบางวักตูก็ได้ โดยการกุนูตก่อนหรือหลังรุกัวอฺในร็อกอะฮฺสุดท้าย ขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมและลงโทษผู้อธรรม บทดุอาอฺมีดังนี้
الحَمْدُ للهِ حَمْدَاً طَيِّبَاً كَثِيْرَاً مُبَارَكَاً فِيْهِ مِلأَ السَّمَوَاتِ وَالأرْضِ وَمِلأ مَا بَيْنَهُمَا وَمِلأ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَعْدُ أَهْلَ الثَّنَاءِ وَالمَجْدِ أَحَقُّ مَا قَالَ العَبْدُ وَكُلُّنَا لَكَ عَبْدٌ
การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ เป็นการสรรเสริญที่ดีอย่างมากมาย เป็นศิริมงคลในการสรรเสริญ นั้น ซึ่งบรรดาการสรรเสริญที่เต็มท้องฟ้าทั้งหลายและเต็มแผ่นดิน และเต็มสิ่งที่อยู่ในระหว่างมันทั้งสอง และเต็มทั่วสิ่งที่พระองค์ทรงประ สงค์หลังจากนั้น พระผู้ทรงสมควรยิ่งแก่มวลการสรรเสริญ และทรงเกียรติยศ พระองค์ทรงเหมาะสมยิ่งแล้วที่บ่าวได้ พรรณาไว้ และพวกข้าพระองค์ทุกคนนั้นเป็นบ่าวของพระองค์
اللَّهُمَّ لا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ وَلا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ وَلا يَنْفَعُ ذَا الجَدِّ مِنْكَ الجَدُّ
โอ้อัลลอฮฺ ! ไม่มีใครจะขัดขวาง ในสิ่งที่ พระองค์ทรงประทานให้ และไม่มีใครจะให้ได้ในสิ่งที่พระองค์ทรงขัดขวาง ความยิ่งใหญ่และความมั่งคั่งจะไม่ก่อประโยชน์แก่ผู้ยิ่งใหญ่และผู้มั่งคั่งให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ได้เลย
اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْمَ ، إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ ،
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอได้โปรดประทานพรแก่มุฮัมมัด และวงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่ได้ทรง
ประทานพรแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้ว แน่แท้พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง
และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์
اللَّهُمَّ بَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلٍ إِبْرَاهِيْمَ إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอได้โปรดประทานความศิริมงคลแด่มุฮัมมัด และวงศ์วานของมุฮัมมัด เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ประทานความศิริมงคลแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอ ฮีมมาแล้ว
แน่แท้พระองค์เป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่งและทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูง ศักดิ์
اللَّهُمَّ أَعِزَّ الإسْلامَ وَانْصُرِ المُسْلِمِيْنَ .
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงเทิดเกียรติให้ แก่อิสลาม และช่วยเหลือสนับสนุนบรรดามุสลิมีน
اللَّهُمَّ أَذِلَّ الشِّرْكَ وَالمُشْرِكِيْنَ ، وَادْفَعْ كَيْدَ الكَائِدِيْنَ .
โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงลดเกียรติและความต่ำต้อยแก่การตั้งภาคีและบรรดาผู้ตั้งภาคีกับพระองค์
และทรงกำจัดการวางแผนชั่วร้ายของบรรดานักวางแผนที่ชั่วร้าย
وَارْفَعْ بِعِزَّتِكَ رَايَتَيِ الحَقِّ والدِّيْن
และด้วยเกียรติศักดิ์ของพระองค์ ขอพระองค์ ทรงเชิดชูสัญลักษณ์แห่งสัจธรรมและศาสนาของพระองค์
اللَّهُمَّ مَنْ أَرَادَ الإسْلامَ والمُسْلِمِيْنَ بِخَيْرٍ فَََوَفِّقْهُ لِكُلِّ خَيْرٍ ،
โอ้อัลลอฮฺ ! ผู้ใดที่ปรารถนาความดีให้แก่อิสลามและบรรดามุสลิมีน ขอพระองค์ทรงประทานความสำเร็จ
ให้แก่เขาในทุกๆความดี
وَمَنْ أَرَادَ الإسْلامَ والمُسْلِمِيْنَ بِشَرٍّ وَسُوْءٍ فَاجْعَلْ كَيْدَهُ فِيْ نَحْرِهِ وَاجْعَلْ تَدْبِيْرَهُ فِيْ تَدْمِيْرَهُ وَأَهْلِكْهُ كَمَا أَهْلَكْتَ
كُلَّ الجَبَابِرَةٍ الكَافِرِيْنَ
และผู้ใดที่ปรารถนาความชั่วร้ายและความเสียหายแก่อิสลามและบรรดามุสลิมีน ขอพระองค์ทรงทำให้การวางแผนชั่วร้ายของเขากลับไปสู่ตัวของเขา และทรงทำให้การวางแผนร้ายของเขาเป็นการทำลายเขา และนำความหายนะไปสู่เขา
เสมือนกับที่พระองค์ได้ทำลายล้างและความหายนะกับทุกๆคนที่แสดงความโอหังในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธามาก่อนแล้ว
اللَّهُمَّ انْصُرْ مَنْ نَصَرَ الدِّيْنَ ، واخْذُلْ مَنْ خَذَلَ الدِّيْنَ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือสนับสนุนแก่ผู้ที่ช่วยเหลือสนับสนุนศาสนาของพระองค์
และทรงปราบปรามผู้ที่มุ่งร้ายต่อศาสนาของพระองค์
اللَّهُمَّ لا تَجْعَلْ لِلْكَافِرِيْنَ عَلَى المُؤْمِنِيْنَ سَبِيْلا ،
และทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธามีอำนาจเหนือพวกปฏิเสธศรัทธา
وَاجْعَلْ لِلْمُؤْمِنِيْنَ عَلَى الكَافِرِيْنَ سُلْطَانَاً مُبِيْنَاً
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงอย่าให้พวกปฏิเสธศรัทธามีอำนาจเหนือบรรดาผู้ศรัทธาต่อพระองค์
اللَّهُمَّ انْصُرِ المُسْتَضْعَفِيْنَ مِنَ المُؤْمِنِيْنَ فِيْ كُلِّ مَكَان
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาผู้ศรัทธาที่อ่อนแอในทุกสถานที่
اللَّهُمَّ فَرِّجْ هَمِّ المَهْمُوْمِيْنَ وَنَفِّسْ كَرْبَ المَكْرُوْبِيْنَ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงคลี่คลายความวิตกกังวลของบรรดาผู้ที่มีความวิตกกังวล และทรงช่วยเหลือ
พวกเขาให้พ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ
وَنَجِّ المُسْتَضْعَفِيْنَ مِنَ المُسْلِمِيْنَ فِيْ كُلِّ مَكَانٍ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ
และทรงช่วยเหลือบรรดามุสลิมีนผู้อ่อนแอในทุกสถานที่ให้พ้นจากความวิตกกังวลและความเศร้าโศกเสียใจ
โอ้พระผู้ทรงเมตตายิ่ง!
اللَّهُمَّ أَهْلِكْ أَعْدَاءَ الدِّيْنَ فَإِنَّهُمْ لا يُعْجِزُْونَكَ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงทำลายล้างบรรดาศัตรูศาสนาของพระองค์ให้ประสบความหายนะ
เพราะพวก เขาจะไม่มีอำนาจเหนือพระองค์
الَّلهُمَّ أَهْلِك الظَّّالِمِيْنَ بِالظَّالِميْنَ وَأَخْرِجِ الْمُؤْمِنِينَ مِنْ بَيْنِ أَيْدِيْهِم سَالِمِيْن
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงทำลายล้างบรรดาผู้อธรรมด้วยบรรดาผู้อธรรมเอง และทรงให้บรรดาผู้ศรัทธา
รอดพ้นจากน้ำมือของพวกอธรรมเหล่านั้นด้วยความปลอดภัยเทอญ
اللَّهُمَّ انْصُرْ المُجَاهِدِيْنَ فِيْ أَفْغَانِسْتَانَ وَفِيْ فِلَسْطِيْنَ وَفِيْ الشِّيْشَانَ وَالفِّلِبِّيْنَ وَكِشْمِيْرَ وَفِيْ كُلِّ مَكَانٍ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาผู้เสียสละในหนทางของอัลลอฮฺในอัฟกานิสถาน ในปาเลสไตน์ ในเชชเนีย ในฟิลิปปินส์ ในแคชเมียร์ และในทุกสถานที่ โอ้พระผู้ทรงเมตตายิ่ง ! (ระบุสถานที่)
اللَّهُمَّ أَنْزِلْ نَصْرَكَ وَمَدَدَكَ إِلَهَنَا إِلَهَ الحَقِّ عَلَى المُجَاهِدِيْنَ فِيْ كُلِّ مَكَان
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงประทานความช่วยเหลือและกำลังหนุนของพระองค์ให้แก่บรรดาผู้
ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺในทุกๆสถานที่ โอ้พระเจ้าของเรา ! พระเจ้าแห่งสัจธรรม ! !
اللَّهُمَّ إِنُّهُمْ ضُعَفَاءُ فَقَوِّهِمْ . وَجِيَاعٌ فَأَطْعِمْهُمْ . وَعِطَاشٌ فَاسْقِهِمْ .
โอัอัลลอฮฺ ! พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้อ่อนแอ ขอพระองค์ทรงเสริมกำลังให้พวกเขาแข็งแรง และพวกเขากำลังหิวโหย ขอพระองค์ทรงประทานปัจจัยให้พวกเขาอิ่มเอิบ และพวกเขากำลังกระหายน้ำ ขอพระองค์ทรงประทานน้ำให้พวกเขาดื่ม
وَعُرَاةٌ فَاكْسُهُمْ . وَمُسْتَضْعَفُوْنَ فَانْصُرْهُمْ
และพวกเขากำลังขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ขอพระองค์ทรงประทานเครื่องนุ่งห่มให้แก่พวกเขา
และพวกเขากำลังอยู่ในสภาพอ่อนเพลีย ขอพระองค์ทรงประทานความช่วยเหลือแก่พวกเขา
اللَّهُمَّ إِنَّا نَسْتَنْزِلُ نَصْرَكَ الَّذِيْ نَصَرْتَ بِهِ نَبِيَّكَ وَرَسَوْلَكَ وَأَوْلِيَاءَكَ الصَّالِحِيْن
โอ้อัลลอฮฺ ! แท้จริงพวกเราขอความเอื้อเฟื้อจากความช่วยเหลือของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ให้ความช่วย เหลือแก่นะบี
และร่อซูล ตลอดจนบรรดามิตรสหายทรงคุณธรรมของพระองค์มาก่อนแล้ว
اللَّهُمَّ أَنْزِلْ عَلَيْنَا نَصْرَكَ عَاجِلا غَيْرَ آَجِلٍ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงประทานความ ช่วยเหลือของพระองค์ให้แก่พวกเราอย่างรวดเร็วโดยไม่ชักช้า
اللَّهُمَّ مَنْ كَتَبَ أَوْ تَكَلَّمَ أَوْ بَذَلَ فِيْ نُصْرَةِ هَذَا الدِّيْنِ بِكَلِمَةٍِ فَانْصُرْهُ فِيْ أَهْلِهِ وَمَالِهِ وَوَلَدِهِ وَبَلَدِهِ
โอ้อัลลอฮฺ ! ผู้ใดที่บันทึกหรือกล่าวคำพูดหรือเสียสละในการส่งเสริมให้แก่ศาสนาของพระองค์ แม้เพียงกล่าวคำพูดเดียว ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือสนับสนุนเขาในครอบครัวของเขา และทรัพย์สินของเขา และลูกหลานของเขา และประเทศของเขา
اللَّهُمَّ مَنْ كَتَبَ أَوْ تَكَلَّمَ أَوْ بَذَلَ فِيْ عَدَاوَةِ الدِّيْنِ بِشَيْءٍ فَاقْطَعْ دَابِرَهُ ، وَأَخْرِسْ لِسَانَهُ وَشُلَّ أَرْكَانَهُ وَاجْعَلْهُ عِبْرَةً لِلْمُعْتَبِرِيْن
โอ้อัลลอฮฺ ! ผู้ใดที่บันทึกหรือกล่าวคำพูด ใดๆ หรือพยายามในการเป็นศัตรูกับศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ทรงกำจัดหรือถอนรากถอนโคนเขาเสีย และทรงทำให้เขาเป็นใบ้และทรงทำให้เขาเป็นอัมพาตไร้ ความสามารถ
และทรงทำให้เขาเป็นอุทธาหรณ์แก่บรรดาผู้ที่รำลึกถึงอุทธาหรณ์
اللَّهُمَّ الْعَنِ الْكَفَرَةَ الَّذِيْنَ يُكَذِّبُوْنَ رُسُلَكَ وَيُحَارِبُوْنَ أَوْلِيَاءَك
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ซึ่งปฏิเสธไม่เชื่อฟังบรรดาร่อซูลของพระองค์
และต่อต้านบรรดามิตรสหายผู้ทรงคุณธรรมของพระองค์
اللَّهُمَّ خُذْهُمْ أَخْذَ عَزِيْزٍِ مُقْتَدِرٍ ، وَاجْعَلْهُمْ عِبْرَةً لِمَنْ يَعْتَبِرْ
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงลงโทษพวกเขา ซึ่งการลงโทษแห่งผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงอานุภาพ
และทำให้พวกเขาเป็นบทเรียนแก่ผู้ที่พินิจพิจารณา (เพื่อเป็นบทเรียน)
اللَّهُمَّ مُنْزِلَ الكِتَابِ وَمُجْرِيَ السَّحَابِ وَهَازِمَ الأَحْزَابِ إِهْزِمْهُمْ وانْصُرْنَا عَلَيْهِمْ
โอ้อัลลอฮฺ ! พระผู้ทรงประทานคัมภีร์ และผู้ทรงให้เมฆหมอกเคลื่อนไปในท้องฟ้า พระผู้ทรงทำให้พวกพันธมิตรได้รับความปราชัย ขอพระองค์ทรงทำให้พวกมันพ่ายแพ้ และทรงทำให้พวกเราได้รับชัยชนะเหนือพวกมัน
اللَّهُمَّ انْصُرْ أَوْلِيَاءَكَ فِيْ كُلِّ مَكَانٍ . وَثَبِّتْهُمْ بِالقَوْلِ الثَّابِتِ فِيْ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَفِيْ الآخِرَة
โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือสนับสนุนบรรดามิตรสหายผู้ทรงคุณธรรมของพระองค์ในทุกสถานที่ และทรงให้พวกเขาหนักแน่นด้วยคำกล่าวที่มั่นคงในการมีชีวิตอยู่ทั้งในโลกนี้ และในปรโลก
วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551
ซุลฮิจญะฮฺ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
«مَا مِنْ أَيَّامٍ الْعَمَلُ الصَّالِحُ فِيهِنَّ أَحَبُّ إِلَى اللهِ مِنْ هَذِهِ الْأَيَّامِ الْعَشْرِ، فَقَالُوا يَا رَسُولَ اللهِ وَلَا الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللهِ؟، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: وَلَا الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللهِ، إِلَّا رَجُلٌ خَرَجَ بِنَفْسِهِ وَمَالِهِ فَلَمْ يَرْجِعْ مِنْ ذَلِكَ بِشَيْءٍ»
"ไม่มีการปฏิบัติอามัลซอลิหฺวันใดที่อัลลอฮฺทรงรักยิ่งกว่าการปฏิบัติในสิบวันแรกของเดือนซุลฮิจญะฮฺ" มีผู้ถามขึ้นมาว่า "โอ้ท่านร่อซูล! แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?" ท่านร่อซูลตอบว่า "แน่นอน แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺก็ตาม ยกเว้นแต่ผู้ที่ออกญิฮาดด้วยชีวิตและทรัพย์สินของเขา จากนั้นก็มิอาจกลับมาพร้อมกับทรัพย์สินดังกล่าวนั้น" บันทึกโดย บุคอรี และติรมิซี
จากซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ثانياً في السنة النبوية : ورد ذكر الأيام العشر من ذي الحجة في بعض أحاديث الرسول صلى الله عليه وسلم التي منها : الحديث الأول : عن ابن عباس – رضي الله عنهما – أنه قال : يقول رسول الله صلى الله عليه وسلم : " ما من أيامٍ العمل الصالح فيها أحبُّ إلى الله من هذه الأيامِ ( يعني أيامَ العشر ) . قالوا : يا رسول الله ، ولا الجهادُ في سبيل الله ؟ قال : ولا الجهادُ في سبيل الله إلا رجلٌ خرج بنفسه وماله فلم يرجعْ من ذلك بشيء " ( أبو داود ، الحديث رقم 2438 ، ص 370 .
จากการบันทึกของอิมามบุคอรียฺและอบูดาวู้ด รายงานโดยท่านอิบนุอับบาสจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีวันใดๆ การกระทำอันดีงามที่อัลลอฮฺทรงโปรดจะถูกกระทำในวันนั้นดีกว่าการกระทำสิ่งดีๆในบรรดาวันนี้(คือสิบวันแรกของซุลฮิจญะฮฺ)” ศ่อฮาบะฮฺได้กล่าวว่า “แม้กระทั่ง(ดีกว่า)การทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ” ท่านนบีตอบว่า “แม้กระทั่งการทำญิฮาด(หมายถึงจะไม่ดีกว่าการทำความดีในสิบวันแรกของซุลฮิจญะฮฺ) เว้นแต่ชายคนหนึ่งออก(จากบ้าน)ด้วยชีวิตและทรัพย์สิน(เพื่อทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ) และไม่มีสิ่งใดจากนั้น(ชีวิตและทรัพย์สิน)ได้กลับมาเลย”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า "ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะยิ่งใหญ่ หรือช่วงใดที่จะเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺผู้สูงส่ง มากยิ่งไปกว่าช่วงสิบวันเหล่านี้ ดังนั้นท่านจงเพิ่มเติมด้วยการกล่าวตะฮฺลีล(ลา อิลาฮา อิลลัลลอฮฺ) การตักบีร(อัลลอฮุอักบัร) และกล่าวตะฮฺมีด(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)" มุสนัด อิมามอะฮฺมัด
เหล่านี้เป็นบางส่วนของหลักฐานที่ระบุถึงความประเสริฐของสิบวันแรกแห่งซุลฮิจญะฮฺ หากเราจะรำลึกย้อนกลับไปช่วงเวลาพิเศษแห่งรอมฎอน หลายคนเสียใจและเสียดายกับช่วงเวลาอันมีคุณค่ามหาศาลได้ผ่านไป โดยที่ตนเองมิได้กอบโกยคุณค่าเหล่านั้น และมิอาจจะคาดได้ว่าจะมีโอกาสสัมผัสกับรอมฎอนอีกครั้งหรือไม่ ขณะนี้มาถึงแล้วอีกช่วงเวลาอันประเสริฐสุด เราขอเรียกร้องเพื่อการกอบโกยโอกาสทองนี้ประกอบอิบาดะฮฺของเรา เช่น การซิกรุลลอฮฺ การละหมาด การถือศีลอด ตรวจสอบตนเอง ขออภัยโทษ สำนึกผิดเตาบัตตัว เศาะดะเกาะฮฺ (บริจาคทาน) รวมถึงการงานซอลิฮฺอื่นๆ ให้สมบูรณ์ ให้งดงาม และเพิ่มพูนมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ
«مَا مِنْ أَيَّامٍ الْعَمَلُ الصَّالِحُ فِيهِنَّ أَحَبُّ إِلَى اللهِ مِنْ هَذِهِ الْأَيَّامِ الْعَشْرِ، فَقَالُوا يَا رَسُولَ اللهِ وَلَا الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللهِ؟، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: وَلَا الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللهِ، إِلَّا رَجُلٌ خَرَجَ بِنَفْسِهِ وَمَالِهِ فَلَمْ يَرْجِعْ مِنْ ذَلِكَ بِشَيْءٍ»
"ไม่มีการปฏิบัติอามัลซอลิหฺวันใดที่อัลลอฮฺทรงรักยิ่งกว่าการปฏิบัติในสิบวันแรกของเดือนซุลฮิจญะฮฺ" มีผู้ถามขึ้นมาว่า "โอ้ท่านร่อซูล! แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?" ท่านร่อซูลตอบว่า "แน่นอน แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺก็ตาม ยกเว้นแต่ผู้ที่ออกญิฮาดด้วยชีวิตและทรัพย์สินของเขา จากนั้นก็มิอาจกลับมาพร้อมกับทรัพย์สินดังกล่าวนั้น" บันทึกโดย บุคอรี และติรมิซี
จากซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ثانياً في السنة النبوية : ورد ذكر الأيام العشر من ذي الحجة في بعض أحاديث الرسول صلى الله عليه وسلم التي منها : الحديث الأول : عن ابن عباس – رضي الله عنهما – أنه قال : يقول رسول الله صلى الله عليه وسلم : " ما من أيامٍ العمل الصالح فيها أحبُّ إلى الله من هذه الأيامِ ( يعني أيامَ العشر ) . قالوا : يا رسول الله ، ولا الجهادُ في سبيل الله ؟ قال : ولا الجهادُ في سبيل الله إلا رجلٌ خرج بنفسه وماله فلم يرجعْ من ذلك بشيء " ( أبو داود ، الحديث رقم 2438 ، ص 370 .
จากการบันทึกของอิมามบุคอรียฺและอบูดาวู้ด รายงานโดยท่านอิบนุอับบาสจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีวันใดๆ การกระทำอันดีงามที่อัลลอฮฺทรงโปรดจะถูกกระทำในวันนั้นดีกว่าการกระทำสิ่งดีๆในบรรดาวันนี้(คือสิบวันแรกของซุลฮิจญะฮฺ)” ศ่อฮาบะฮฺได้กล่าวว่า “แม้กระทั่ง(ดีกว่า)การทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ” ท่านนบีตอบว่า “แม้กระทั่งการทำญิฮาด(หมายถึงจะไม่ดีกว่าการทำความดีในสิบวันแรกของซุลฮิจญะฮฺ) เว้นแต่ชายคนหนึ่งออก(จากบ้าน)ด้วยชีวิตและทรัพย์สิน(เพื่อทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ) และไม่มีสิ่งใดจากนั้น(ชีวิตและทรัพย์สิน)ได้กลับมาเลย”
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอีกว่า "ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะยิ่งใหญ่ หรือช่วงใดที่จะเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺผู้สูงส่ง มากยิ่งไปกว่าช่วงสิบวันเหล่านี้ ดังนั้นท่านจงเพิ่มเติมด้วยการกล่าวตะฮฺลีล(ลา อิลาฮา อิลลัลลอฮฺ) การตักบีร(อัลลอฮุอักบัร) และกล่าวตะฮฺมีด(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)" มุสนัด อิมามอะฮฺมัด
เหล่านี้เป็นบางส่วนของหลักฐานที่ระบุถึงความประเสริฐของสิบวันแรกแห่งซุลฮิจญะฮฺ หากเราจะรำลึกย้อนกลับไปช่วงเวลาพิเศษแห่งรอมฎอน หลายคนเสียใจและเสียดายกับช่วงเวลาอันมีคุณค่ามหาศาลได้ผ่านไป โดยที่ตนเองมิได้กอบโกยคุณค่าเหล่านั้น และมิอาจจะคาดได้ว่าจะมีโอกาสสัมผัสกับรอมฎอนอีกครั้งหรือไม่ ขณะนี้มาถึงแล้วอีกช่วงเวลาอันประเสริฐสุด เราขอเรียกร้องเพื่อการกอบโกยโอกาสทองนี้ประกอบอิบาดะฮฺของเรา เช่น การซิกรุลลอฮฺ การละหมาด การถือศีลอด ตรวจสอบตนเอง ขออภัยโทษ สำนึกผิดเตาบัตตัว เศาะดะเกาะฮฺ (บริจาคทาน) รวมถึงการงานซอลิฮฺอื่นๆ ให้สมบูรณ์ ให้งดงาม และเพิ่มพูนมากกว่าช่วงเวลาอื่นๆ
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
Ten Sicknesses of The Heart ---> 10ความอ่อนแอของจิตใจ
Ten Sicknesses of The Heart
1. You believe in the existence of Allah Ta'ala, but you do not fulfil his commands.เราต่างเชื่อในการมีอยู่ของอัลลอฮฺตะอาลา หากแต่เราไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์อย่างสมบูรณ์
2. You say you love the Holy Prophet Mohammed (Sallallahu 'alahi wasallam), but you do not follow his sunnah (ie, his example).
เราต่างกล่าวว่า “เรารักท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วัสลัม) หากแต่เราไม่ปฏิบัติตามซุนนะ (การดำเนินชีวิต) ของท่าน
3. You Read The Qur'an but you do not put it into practice.
เราต่างอ่านอัล กุรอาน หากแต่เราไม่นำสิ่งที่มีอยู่ในนั้นมาปฏิบัติ
4. You enjoy all the benefits from Allah Ta'ala, but you are not grateful to him.
เราต่างหลงใหลในสิ่งดีงามที่เราได้รับจากอัลลอฮฺตะอาลา หากแต่เราไม่ขอบคุณในความเมตตาของพระองค์
5. You acknowledge Shaytan as your enemy, but you do not go against him.
เราต่างรู้ดีว่าชัยฎอนคือศัตรูของเรา หากแต่เราไม่ต่อสู้กับมันอย่างแท้จริง (เรายอมให้มันควบคุมชีวิตเรา)
6. You want to enter paradise, but you do not work for it.
เราต่างต้องการที่จะเข้าสู่สวนสวรรค์ หากแต่เราไม่ทำอะไรเพื่อที่จะได้สัมผัสกับมันเลย
7. You do not want to be thrown into hell-fire, but you do not try to get away (ie, do good deeds).
เราต่างไม่ต้องการที่จะถูกโยนลงไปในไฟนรก หากแต่เราไม่พยายามที่จะหลีกห่างจากมัน (เช่น การปฏิบัติความดี)
8. You believe that every living-thing will face death, but you do not prepare for it.
เราต่างเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งจะต้องพบกับความตาย หากแต่เราไม่เตรียมพร้อมกับมัน (ความตาย)
9. You gossip and find faults in others, but you forgot your own faults and mistakes.
เราต่างนินทาว่าร้าย และจับจ้องหาความผิดของผู้อื่น หากแต่เราลืมที่จะมองดูความเลวร้าย และความผิดพลาดของตัวเอง
10. You bury the dead, but you do not take a lesson from it.
เราต่างเคยฝังศพผู้ตาย (มาก่อน) หากแต่เรามิเคยตระหนัก และเรียนรู้จากมัน (ความตาย)
Source: IslamWay
วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551
เส้นทางที่อัลลอฮฺรัก...
ในโลกนี้ อาจจะถือได้ว่าสิ่งที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น คือ ความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพ่อแม่ ความรักระหว่างสามีภรรยา ความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่ความรักที่ทรงอานุภาพมากที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความรักของอัลลอฮฺที่มีต่อบ่าวของพระองค์ เป็นความรักที่มนุษย์ทุกคนโหยหาและอยากได้ เพราะความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
เป็นความรักที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าความรักใดๆ เป็นความรักที่จะทำให้มนุษย์ประสบแต่ความสุขในชีวิตและได้รับความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องพยายามหาทางที่จะทำให้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามอบความรักให้กับตน โดยต้องศึกษาให้รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นกุญแจสู่ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
อันที่จริง ในอัลกุรอานมีระบุถึงคุณลักษณะต่างๆที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลารักอย่างมากมาย เช่น แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ยำเกรง บรรดาผู้ชอบความสะอาด บรรดาผู้ทำความดี เป็นต้น
แต่เพื่ออธิบายอย่างง่ายๆ ให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ท่านร่อซูลุลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งมีความว่า “อัลลอฮฺได้ทรงมีดำรัสว่า ผู้ใดที่ทำร้ายวะลี (สหาย ผู้ใกล้ชิด คนรัก)
ฉัน แน่แท้ฉันว่าได้ประกาศต่อสู้กับเขา และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของฉันได้ทำเพื่อใกล้ชิดจะเป็นที่ชื่นชอบแก่ฉันมากไปกว่าสิ่งที่ฉันได้มอบหมายให้เขาทำ(หมายถึงศาสนกิจบังคับหรือฟัรฎู)
และบ่าวของฉันนั้นมีอุตสาหะในการเข้าใกล้(ภักดี)ฉันด้วยการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ที่เป็นความสมัครใจ(ไม่ใช่ฟัรฎู) จนฉันรักเขา เมื่อใดที่ฉันรักเขาแล้ว ฉันจะเป็นหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นตาของเขาที่เขาใช้ดู
เป็นมือของเขาที่เขาใช้จับ และเป็นเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน(เป็นการเปรียบเทียบซึ่งหมายถึงว่าอัลลอฮฺจะชี้นำเขาและดูแลอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายเขาให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีเท่านั้น)
ถ้าเขาขอจากฉันแน่แท้ฉันจะให้แก่เขา ถ้าเขาขอความคุ้มครองจากฉัน แน่แท้ฉันจะคุ้มครองเขา และไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำอย่างลังเลเหมือนที่ฉันจะรับเอาชีวิตของผู้ศรัทธาที่ไม่ชื่นชอบความตายในขณะที่ฉันเองไม่อยากทำร้ายเขา” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ)
ประเด็นที่สำคัญในหะดีษข้างต้นคือ กุญแจแห่งความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อมนุษย์ผู้หนึ่งนั้น อยู่ที่การปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ให้ครบถ้วน และเสริมด้วยการปฏิบัติศาสนกิจและความดีอื่นๆ ที่เป็นสุนัต (คือทำโดยสมัครใจไม่ใช่ศาสนกิจบังคับ)
เมื่อสามารถรักษาการปฏิบัติศาสนกิจและอามัลฺได้ดังนี้ ก็จะเป็นที่รักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาซึ่งพระองค์จะคอยช่วยดูแลและกำกับให้เขาพบแต่สิ่งที่ดีและปลอดพ้นจากความเลวร้ายต่างๆ ในชีวิต
ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลานั้นยิ่งใหญ่นัก เพราะเมื่อพระองค์รักผู้ใดพระองค์จะทรงทำให้สรรพสิ่งอื่นทั้งหมดรักคนผู้นั้นด้วยเช่นกัน เช่นที่ท่านร่อซูลุลลอ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวไว้มีความว่า ”
“เมื่อใดที่อัลลอฮฺรักผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว พระองค์จะตรัสกับญิบรีลว่า ฉันได้รักคนผู้นี้แล้ว ดังนั้นเจ้าจงรักเขาด้วย ญิบรีลก็จะรักเขาผู้นั้น แล้วญิบรีลก็จะป่าวประกาศแก่มลาอิกะฮฺทั้งหลายบนฟ้าว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้รักคนผู้นี้ดังนั้นพวกเจ้าก็จงรักเขาด้วย มลาอิกะฮฺทั้งหมดก็จะรักเขา
แล้วอัลลอฮฺก็จะทรงกำหนดการตอบรับจากชาวโลกให้แก่เขา” ” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)
มุสลิมจึงต้องเพียรพยายามเพื่อหาความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างจริงจังเพื่อจะได้รับความดีงามนี้
แต่ความรักที่ทรงอานุภาพมากที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความรักของอัลลอฮฺที่มีต่อบ่าวของพระองค์ เป็นความรักที่มนุษย์ทุกคนโหยหาและอยากได้ เพราะความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
เป็นความรักที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าความรักใดๆ เป็นความรักที่จะทำให้มนุษย์ประสบแต่ความสุขในชีวิตและได้รับความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องพยายามหาทางที่จะทำให้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามอบความรักให้กับตน โดยต้องศึกษาให้รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นกุญแจสู่ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
อันที่จริง ในอัลกุรอานมีระบุถึงคุณลักษณะต่างๆที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลารักอย่างมากมาย เช่น แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ยำเกรง บรรดาผู้ชอบความสะอาด บรรดาผู้ทำความดี เป็นต้น
แต่เพื่ออธิบายอย่างง่ายๆ ให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ท่านร่อซูลุลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งมีความว่า “อัลลอฮฺได้ทรงมีดำรัสว่า ผู้ใดที่ทำร้ายวะลี (สหาย ผู้ใกล้ชิด คนรัก)
ฉัน แน่แท้ฉันว่าได้ประกาศต่อสู้กับเขา และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของฉันได้ทำเพื่อใกล้ชิดจะเป็นที่ชื่นชอบแก่ฉันมากไปกว่าสิ่งที่ฉันได้มอบหมายให้เขาทำ(หมายถึงศาสนกิจบังคับหรือฟัรฎู)
และบ่าวของฉันนั้นมีอุตสาหะในการเข้าใกล้(ภักดี)ฉันด้วยการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ที่เป็นความสมัครใจ(ไม่ใช่ฟัรฎู) จนฉันรักเขา เมื่อใดที่ฉันรักเขาแล้ว ฉันจะเป็นหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นตาของเขาที่เขาใช้ดู
เป็นมือของเขาที่เขาใช้จับ และเป็นเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน(เป็นการเปรียบเทียบซึ่งหมายถึงว่าอัลลอฮฺจะชี้นำเขาและดูแลอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายเขาให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีเท่านั้น)
ถ้าเขาขอจากฉันแน่แท้ฉันจะให้แก่เขา ถ้าเขาขอความคุ้มครองจากฉัน แน่แท้ฉันจะคุ้มครองเขา และไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำอย่างลังเลเหมือนที่ฉันจะรับเอาชีวิตของผู้ศรัทธาที่ไม่ชื่นชอบความตายในขณะที่ฉันเองไม่อยากทำร้ายเขา” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ)
ประเด็นที่สำคัญในหะดีษข้างต้นคือ กุญแจแห่งความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อมนุษย์ผู้หนึ่งนั้น อยู่ที่การปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ให้ครบถ้วน และเสริมด้วยการปฏิบัติศาสนกิจและความดีอื่นๆ ที่เป็นสุนัต (คือทำโดยสมัครใจไม่ใช่ศาสนกิจบังคับ)
เมื่อสามารถรักษาการปฏิบัติศาสนกิจและอามัลฺได้ดังนี้ ก็จะเป็นที่รักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาซึ่งพระองค์จะคอยช่วยดูแลและกำกับให้เขาพบแต่สิ่งที่ดีและปลอดพ้นจากความเลวร้ายต่างๆ ในชีวิต
ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลานั้นยิ่งใหญ่นัก เพราะเมื่อพระองค์รักผู้ใดพระองค์จะทรงทำให้สรรพสิ่งอื่นทั้งหมดรักคนผู้นั้นด้วยเช่นกัน เช่นที่ท่านร่อซูลุลลอ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวไว้มีความว่า ”
“เมื่อใดที่อัลลอฮฺรักผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว พระองค์จะตรัสกับญิบรีลว่า ฉันได้รักคนผู้นี้แล้ว ดังนั้นเจ้าจงรักเขาด้วย ญิบรีลก็จะรักเขาผู้นั้น แล้วญิบรีลก็จะป่าวประกาศแก่มลาอิกะฮฺทั้งหลายบนฟ้าว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้รักคนผู้นี้ดังนั้นพวกเจ้าก็จงรักเขาด้วย มลาอิกะฮฺทั้งหมดก็จะรักเขา
แล้วอัลลอฮฺก็จะทรงกำหนดการตอบรับจากชาวโลกให้แก่เขา” ” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)
มุสลิมจึงต้องเพียรพยายามเพื่อหาความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างจริงจังเพื่อจะได้รับความดีงามนี้
วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551
สตรีในอิสลาม.......อยากสวยทำอย่างไร?
1. ตกแต่งดวงตาน้อยๆของเธอด้วยการลดสายตาให้ต่ำลง
2. ทาริมฝีปากอันบอบบางของเธอด้วยลิปสติกยี่ห้อ الصدق (การพูดจริง)
3. ใช้เมคอัพ (make up) ยี่ห้อ الحياء. (ความอาย)..แปะลงบนแก้มทั้งสองของเธอ
4. ใช้สบู่ الاستغفار (การขออภัยโทษ) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายออกจากร่างกายของเธอ
5. บำรุงหัวใจของเธอให้แข็งแรงด้วยสมุนไพร ตักวา التقوي (การยำเกรง)
6. ปกป้องผมสวยของเธอด้วยแชมพู ฮีญาบ حجاب เพื่อผมของเธอดูเงางามตลอดเวลา
7. สวมถุงมือแห่งความขยันเพื่อมืออันบอบบางของเธอ
8. แขวนสร้อยคอแห่งการให้อภัยลงบนคอของเธอ
9. ใส่เสื้อผ้ากระโปรงที่ตัดจากร้านอิสลามบูติค تصميم الاسلام
10.เพื่อให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยใช้ครีมยี่ห้อ الابتسامة (การยิ้ม) ทั้งนี้เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกายและจิตใจ พร้อมที่จะเป็นกระดูกสันหลัง ของครอบครัวต่อไป ก็ขอฝากถึงเหล่าผู้หญิงทุกคนว่ากรุณาอย่าช้าเพราะสินค้าเหล่านี้หาได้ยากในปัจจุบัน มีจำนวนไม่จำกัด ผลิตและจำหน่ายโดย
บริษัท อิสลาม (มหาชนจำกัด)........อิอิ
จาก http://sapa.darunsat.ac.th/modules/news/article.php?storyid=20
2. ทาริมฝีปากอันบอบบางของเธอด้วยลิปสติกยี่ห้อ الصدق (การพูดจริง)
3. ใช้เมคอัพ (make up) ยี่ห้อ الحياء. (ความอาย)..แปะลงบนแก้มทั้งสองของเธอ
4. ใช้สบู่ الاستغفار (การขออภัยโทษ) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายออกจากร่างกายของเธอ
5. บำรุงหัวใจของเธอให้แข็งแรงด้วยสมุนไพร ตักวา التقوي (การยำเกรง)
6. ปกป้องผมสวยของเธอด้วยแชมพู ฮีญาบ حجاب เพื่อผมของเธอดูเงางามตลอดเวลา
7. สวมถุงมือแห่งความขยันเพื่อมืออันบอบบางของเธอ
8. แขวนสร้อยคอแห่งการให้อภัยลงบนคอของเธอ
9. ใส่เสื้อผ้ากระโปรงที่ตัดจากร้านอิสลามบูติค تصميم الاسلام
10.เพื่อให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยใช้ครีมยี่ห้อ الابتسامة (การยิ้ม) ทั้งนี้เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกายและจิตใจ พร้อมที่จะเป็นกระดูกสันหลัง ของครอบครัวต่อไป ก็ขอฝากถึงเหล่าผู้หญิงทุกคนว่ากรุณาอย่าช้าเพราะสินค้าเหล่านี้หาได้ยากในปัจจุบัน มีจำนวนไม่จำกัด ผลิตและจำหน่ายโดย
บริษัท อิสลาม (มหาชนจำกัด)........อิอิ
จาก http://sapa.darunsat.ac.th/modules/news/article.php?storyid=20
วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551
นิทานเรื่องผ้าขี้ริ้วสองผืน
นิทานเรื่อง ผ้าขี้ริ้วสองผืน
เรื่องมีอยู่ว่าที่บ้านจะมีผ้าขี้ริ้วหลายผืน แต่จะหยิบมาใช้ทีละ 2 ผืน (อย่างต่ำ)เพื่อว่า .. ผืนหนึ่งเอาไว้เช็ด
สิ่งที่ไม่ใช่น่ายิส เช่นน้ำเปล่า แกง หรือคราบอื่น ๆ อีกผืนหนึ่งเอาไว้เก็บกวาดความเรี่ยราดของแมวที่ส่วนมากเป็นน่ายิส ซึ่งผืนนี้บางครั้งเราก็พบว่ามันสกปรกไม่น่าหยิบจับกว่าผืนแรกแต่เมื่อคืนวันผ่านไป ...
...ใช้ไปใช้มาจะพบว่า ผ้าที่ขาว .. และสะอาดกว่าคือ ผ้าผืนที่สองเป็นเพราะว่า ผ้าผืนแรกที่ใช้งานไม่ค่อยสมบุกสมบันนัก จะผ่านการซักน้อยครั้งตรงข้ามกับผ้าที่เช็ดน่ายิส .. เมื่อนำไปใช้แล้วเราจำเป็นต้องซักมันทันที ซักบ่อยครั้งและซักด้วยความละเอียดด้วย...
...เพราะฉะนั้นเรื่องราวของผ้าขี้ริ้วนี้ไม่สอนอะไรนอกจากว่า เราไม่สามารถจะกล่าวได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาแล้วมีชีวิตที่ดีตามแบบอิสลามนั้น ดีกว่า คนที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้ให้ได้อิสลาม...
กล่าวไม่ได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาท่ามกลางความดี จะดีกว่าคนที่เกิดมาท่ามกลางสังคมเลวร้าย...
สิ่งสำคัญคือการขัดเกลา การซักล้าง ซึ่งเกิดจากการรับรู้ถึงความสกปรกของหัวใจตนเองต่างหาก
ซึ่งคนที่คิดว่าหัวใจตนเองสะอาดดีแล้วนั่นล่ะจะประสบความเสียหาย...
...............คนที่ดีคือคนที่เตาบัตตนเองตลอดเวลา.................
คัดลอกจากเวบ http://islaminside.com/
เรื่องมีอยู่ว่าที่บ้านจะมีผ้าขี้ริ้วหลายผืน แต่จะหยิบมาใช้ทีละ 2 ผืน (อย่างต่ำ)เพื่อว่า .. ผืนหนึ่งเอาไว้เช็ด
สิ่งที่ไม่ใช่น่ายิส เช่นน้ำเปล่า แกง หรือคราบอื่น ๆ อีกผืนหนึ่งเอาไว้เก็บกวาดความเรี่ยราดของแมวที่ส่วนมากเป็นน่ายิส ซึ่งผืนนี้บางครั้งเราก็พบว่ามันสกปรกไม่น่าหยิบจับกว่าผืนแรกแต่เมื่อคืนวันผ่านไป ...
...ใช้ไปใช้มาจะพบว่า ผ้าที่ขาว .. และสะอาดกว่าคือ ผ้าผืนที่สองเป็นเพราะว่า ผ้าผืนแรกที่ใช้งานไม่ค่อยสมบุกสมบันนัก จะผ่านการซักน้อยครั้งตรงข้ามกับผ้าที่เช็ดน่ายิส .. เมื่อนำไปใช้แล้วเราจำเป็นต้องซักมันทันที ซักบ่อยครั้งและซักด้วยความละเอียดด้วย...
...เพราะฉะนั้นเรื่องราวของผ้าขี้ริ้วนี้ไม่สอนอะไรนอกจากว่า เราไม่สามารถจะกล่าวได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาแล้วมีชีวิตที่ดีตามแบบอิสลามนั้น ดีกว่า คนที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้ให้ได้อิสลาม...
กล่าวไม่ได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาท่ามกลางความดี จะดีกว่าคนที่เกิดมาท่ามกลางสังคมเลวร้าย...
สิ่งสำคัญคือการขัดเกลา การซักล้าง ซึ่งเกิดจากการรับรู้ถึงความสกปรกของหัวใจตนเองต่างหาก
ซึ่งคนที่คิดว่าหัวใจตนเองสะอาดดีแล้วนั่นล่ะจะประสบความเสียหาย...
...............คนที่ดีคือคนที่เตาบัตตนเองตลอดเวลา.................
คัดลอกจากเวบ http://islaminside.com/
วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551
คนละฟากถนน …รู้จัก - ไม่ต้องรู้ใจ , เข้าใจ - ไม่ต้องเข้าถึง
โดย อัล อัค
เมื่อพูดถึงความขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ผมขอเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ... เรากำลังเน้นผ้าคลุมผมและผ้าคลุมหน้ามากไปหรือเปล่า? จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่บางครั้งการเรียกร้องของเรามันกลับไปเน้นการแต่งกายภายนอกกันมากเกินไป ใช่หรือไม่?
เมื่อพูดถึงความขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ผมขอเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ... เรากำลังเน้นผ้าคลุมผมและผ้าคลุมหน้ามากไปหรือเปล่า? จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่บางครั้งการเรียกร้องของเรามันกลับไปเน้นการแต่งกายภายนอกกันมากเกินไป ใช่หรือไม่?
แน่นอนที่สุดว่า การแต่งกายที่สอดคล้องกับชะรีอะฮฺย่อมต้องสำคัญอย่างแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ผิด ๆ ระหว่างชายหญิง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมมิติในด้านอื่น ๆ ด้วย ยิ่งการแต่งกายที่มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อย่างเปิดปิดใบหน้า ย่อมไม่อาจนำมาวางความสำคัญไว้หน้าประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในอัล-กุรอานไว้อย่างชัดเจน อย่างการควบคุมสายตาและน้ำเสียง ...
จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีอยู่กับเด็กหนุ่มสาวมานาน ผมกล้าบอกได้ว่าประเด็นสัมพันธ์ต้องห้ามทั้งหลายนั้น มันมาจาก “การสื่อสาร” หมายถึงการติดต่อกันเกินความจำเป็น อาจเป็นการพูดคุยกันตรง ๆ หรือผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ
ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คนบางคนเน้นเรื่องปะปนมาก แต่อันตรายที่ผมเคยเห็นมามากก็คือ การพูดโทรศัพท์ ซึ่งหลายคนมองข้าม หลายคนชอบโทรศัพท์คุยกัน ถือว่าไม่เห็นหน้า ไม่เป็นไร โทรปรึกษาเรื่องอิสลาม เรื่องกิจกรรมกันทุกวัน คุยครั้งละนาน ๆ เป็นชั่วโมง ... บอกให้เลยว่า นี่แหละอันตรายมาก
เรื่องนี้ยังรวมไปถึงการโต้ตอบกันทางอินเตอร์เน็ต แม้จะเป็นแค่การพิมพ์ข้อความ ก็ควรเข้มงวดในเรื่องพวกนี้ เพราะการเห็นแค่ตัวอักษร สำหรับผู้ชายบางคน มันก็สร้างจินตนาการไปไกลแล้วละ ... (สำหรับผู้หญิงผมไม่ทราบ)
จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ... ผมค่อนข้างประหลาดใจต่อมุสลิมีนที่ทำเคร่งครัดในการแต่งตัวของผู้หญิง แต่ชอบให้คำปรึกษาแก่มุสลิมะฮฺ วัน ๆ รับโทรศัพท์มุสลิมะฮฺ และเช่นกันมุสลิมะฮฺที่ชอบโทรขอคำปรึกษาผู้ชาย หรือชอบให้คำปรึกษาหรือคำนะศีฮัตต่อผู้ชาย ก็น่าเป็นห่วงมาก ๆ เหมือนกัน ...
ครับ ... ผมได้ตั้งข้อสังเกตุพอสมควรต่อข้อเสนอของพี่น้องบางท่านที่กล่าวมาลอย ๆ ว่าไม่ให้ปะปนกัน ต่อกรณีการแก้ปัญหาสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างชายหญิง รวมทั้งปัญหาการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างชายหญิงไปบ้างแล้ว ว่าจำเป็นต้องมีการใช้ตัวบทที่ชัดเจน มิเช่นนั้นจะเกิดการสงสัยกันเอง ...(ดู บทความเรื่องการปะปน)
ส่วนข้อเสนอของผมในการแก้ปัญหาเรื่องนี้(ดังที่หลายคนคงทราบดีแล้ว) คือ ผมได้เสนอแนวคิดที่ผมตั้งขึ้นมาเองว่า “ความสัมพันธ์คนละฟากถนน” ให้แก่การกิจกรรมระหว่างคนทำงานระหว่างชายหญิง …
องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดนี้เป็นดังที่ผมกล่าวมาตอนต้นคือ หลีกเลี่ยง “การสื่อสาร” ระหว่างกันให้มากที่สุด ต่อให้เราพบเจอกันแบบไม่มีม่าน แต่เราแทบจะไม่ได้สื่อสาร ทั้งทางคำพูดและการใช้สายตา เท่ากับเราได้ตัด “ช่องทาง” ในการส่งฟิตนะฮฺ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สื่อสารกัน ไม่ต้องให้สลามกันแล้ว ไม่ต้องสนใจในความทุกข์ยากลำบากกันแล้ว ... สื่อสารไม่ได้ห้ามครับ แต่ทำเท่าที่จำเป็นก็พอ
ผมคิดว่าการเข้มงวดในเรื่องนี้จัดว่าเป็นบุคลิกภาพของมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺที่ดีด้วย การสื่อสารกันให้น้อยที่สุด พูดคุยเท่าที่จำเป็น เป็นการให้เกียรติระหว่างเพศกันด้วย และถือว่ามีมารยาทอิสลามที่ดีงามเช่นกัน
ความสัมพันธ์คนละฟากถนน จึงเริ่มด้วยการตัดช่องทางการสื่อสารให้น้อยที่สุด ให้มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺเหมือนอยู่กันคนละฟากถนน การจะบอกอะไรให้อีกฝ่ายทราบก็กระทำได้ แต่อาจต้องตะโกนข้ามถนน ไม่ต้องมาเดินด้วยกัน คือผมหมายความว่า ให้มีการสื่อสารอยู่ แต่กระทำยากสักนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ในการทำกิจกรรมร่วมกัน เราปรึกษาหารือกัน แต่ไม่ต้องมาจัดวงพูดคุยหันหน้าเข้าหากัน แล้วประชุมกันเป็นชั่วโมง ประสบการณ์ของผมถือว่าเป็นการประชุมที่แย่มาก ๆ เพราะพวกมุสลิมีนพากันโชว์วิชชั่น โชว์ความคริเอทีฟ ในที่ประชุม แทบจะหามติอะไรไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องประชุมร่วมกันจริง ๆ ก็ให้จัดที่นั่งแบบแถวละหมาดก็ได้ แล้วก็จำกัดวาระที่ชายหญิงต้องรับรู้และต้องปรึกษาร่วมกันจริง ๆ บางวาระไม่ต้องให้ผู้หญิงร่วมอยู่ด้วยก็ได้ หรือบางวาระให้ผู้หญิงไปคุยกันเองก็ได้ ... นี่มิใช่ความสุดโต่ง ทำให้เป็นธรรมชาติ
หลักการนี้ผมก็ประยุกต์มาจากฟัตวาของอุละมาอ์หลายท่าน คือพวกเราชอบโต้แย้งในเนื้อหาฟัตวาที่อาจมีความเห็นหลายอย่างได้ เช่น ความหมายเกี่ยวกับมะหฺร็อมในการเดินทางไกล? การมีม่านหรือไม่มีม่าน? แต่ผมเห็นว่า ฟัตวาต่าง ๆ ก็ได้เสนอสิ่งที่สอดคล้องกันและพวกเราก็ไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นก็คือ การไม่ให้ชายหญิงติดต่อสื่อสารกันอย่างพร่ำเพื่อ …
แม้เราจะพบว่าในยุคแรกนั้น ผู้หญิงก็ไปมัสญิด เข้าไปช่วยผู้ชายในสนามรบ ร่วมพิธีฮัจญ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ดีงาม และชี้ให้เห็นว่าไม่มีการแบ่งแยกกันชัดเจนเด็ดขาด แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่า พวกเขาชายหญิงนั่งจับกลุ่มกันพูดคุยกันในแบบที่คนสมัยนี้จำนวนมากกระทำกัน ...
ความสัมพันธ์คนละฟากถนน จึงให้ความหมายว่า การไม่เปิดโอกาสให้หญิงชายพากันเฮไหนเฮนั่น นัดกันไปนั่งกินอาหารกันกลุ่มใหญ่ ถ้าจะไปด้วยกันก็ควรจะแยกโต๊ะ คือผมไม่ได้เรียกหาม่าน แต่เรียกหา “ฟากถนน” ให้อยู่กันคนละฟาก แต่ยังเห็นไกล ๆ ว่าเดินอยู่บนถนนเดียวกันอยู่ แม้จะอยู่กันคนละฟาก
แนวคิดคนละฟากถนน ก่อให้เกิดสองฟาก หรือสองวง แต่ทำงานร่วมกันได้ มีการติดต่อตามขอบเขตของชะรีอะฮฺ แต่ผมยังเสนออีกสิ่งหนึ่งเพื่อลดระดับความตึงเครียดระหว่างชายหญิง และลดแรงกระตุ้นในการนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เสียหาย นั่นก็คือ ต้องสร้างจุดโฟกัสที่ถูกต้องให้แก่แต่ละฟาก
หมายความว่า ให้ชายหญิงที่อยู่คนละฟากโฟกัสเนื้อหาการพูดคุยไปยังเรื่องที่มีประโยชน์ ให้เป็นเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องเสริมสร้างประโยชน์ในงานดะอฺวะฮฺ และหลีกเลี่ยงหัวข้อความรักระหว่างชายหญิง เน้นหัวข้อความรักต่ออัลลอฮฺ ต่อเราะซูล และการทำงานเพื่ออิสลามแทน ให้ลดระดับการพูดคุยเรื่องสามีและภรรยาในอุดมคติ เพราะสิ่งเหล่านี้หากไม่ถึงเวลาของมันจริง ๆ พูดไปก็มีแต่ไปกระตุ้นความปรารถนาของความเป็นคนหนุ่มคนสาว
เรื่องที่ดีหลาย ๆ อย่าง แต่ไม่ได้เวลาของมัน และไม่ก่อให้เกิดผลทางบวก เราก็ต้องลด ๆ การพูดถึงมันให้น้อยลง ขณะที่บางคนมีอมานะฮฺเรื่องเรียน เรื่องดูแลพ่อแม่ ดูแลน้อง แต่ไปเอาเรื่องการหาคู่ครอง(ที่มันไม่ถึงเวลา)มาย้ำ แล้วเมื่อไม่มีความสามารถจะกระทำ มันจะยิ่งกว่ากลัดกลุ้มใจ เรื่องแบบนี้ท่านนบีฯ แนะนำให้ถือศีลอดต่างหาก ...
ผมเสนอแนวคิด “ความสัมพันธ์คนละฟากถนน” เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ท่ามกลางปัญหาของตัวผมเองและของพี่น้องหลาย ๆ คนในเรื่องการทำกิจกรรมระหว่างชายหญิง ท่ามกลางคนที่เคร่งครัดมาก ๆ กับพวกที่แทบจะไม่สนใจหลักการในเรื่องนี้เลย และเมื่อย้ำให้หลายคนในทีมงานปฏิบัติตามแนวคิดนี้ มันได้ผลเกินความคาดหมาย ปัญหาเริ่มคลี่คลายและแทบจะไม่มีเรื่องหนักหนาใด ๆ เลย ที่สำคัญมันทำให้ชายหญิงที่ปฏิบัติในทิศทางนี้ยังคงร่วมงานกันได้อย่างเป็นธรรมชาติต่อไป
ครับ ... คำว่า “คนละฟากถนน” ยังหมายถึงมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺมาร่วมเดินอยู่บนถนนเดียวกัน แต่ไม่ต้องมาเดินใกล้ ๆ กัน นั่นหมายความว่า เราทำงานด้วยกัน พอจะมองเห็นกันไกล ๆ ว่าใครเป็นใคร แต่ไม่ต้องมาให้เห็นหน้ากันชัด ๆ จนรู้ในเรื่องส่วนตัวไปหมด คือเราต้อง “รู้จักกัน” แต่ไม่ต้องถึงขั้น “รู้ใจกัน” คือเรา “เข้าใจกัน” แต่ไม่ต้อง “เข้าถึงกัน"
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551
ใยเล่ามุสลิมะฮฺ???
ใยเล่ามุสลิมะฮฺ???
มุสลิมะฮฺ ใยเล่าเจ้า ในวันนี้
มิหวงแหน สิ่งที่มี ค่านักหนา
เรือนร่างเจ้า ไหนเล่า จะหน้าตา
อยากจะรู้ เจ้าศรัทธา ในสิ่งใด
><<>><<>><<>><
พระเจ้า เจ้าเกรงกลัว บ้างหรือไม่
อัลกุรอาน เจ้าได้ต้อง บ้างไหมหนอ
สิ่งบัญญัติ เทียบได้หรือ คำยกยอ
ขอเธอจง ไตร่ตรอง ลองคิดดู
><<>><<>><<>><
ประการแรก เจ้าเกิดมา เพื่อใครหรือ
ยามวอนขอ เขาคือใคร ผู้ช่วยเหลือ
มิใช่ อัลลอฮฺหรือ ผู้จุนเจือ
ไม่เชื่อ อัลลอฮฺหรือ ผู้สร้างเธอ
><<>><<>><<>><
มีคำตอบ บ้างไหม ในใจเจ้า
สิ่งขัดเกลา หัวใจ หายกระด้าง
มีหรือไม่ ในหัวใจ ยามเดินทาง
พระผู้สร้าง หนึ่งเดียว ที่แท้จริง
><<>><<>><<>><
มุสลิมะฮฺ คิดเถิดเจ้า ในวันนี้
หวงสิ่งดี มีค่า สักนิดไหม
ร่างกายเจ้า รูปหน้า และจิตใจ
มีเพื่อใคร ค้นคำตอบ เพื่อตัวเอง
มุสลิมะฮฺ ใยเล่าเจ้า ในวันนี้
มิหวงแหน สิ่งที่มี ค่านักหนา
เรือนร่างเจ้า ไหนเล่า จะหน้าตา
อยากจะรู้ เจ้าศรัทธา ในสิ่งใด
><<>><<>><<>><
พระเจ้า เจ้าเกรงกลัว บ้างหรือไม่
อัลกุรอาน เจ้าได้ต้อง บ้างไหมหนอ
สิ่งบัญญัติ เทียบได้หรือ คำยกยอ
ขอเธอจง ไตร่ตรอง ลองคิดดู
><<>><<>><<>><
ประการแรก เจ้าเกิดมา เพื่อใครหรือ
ยามวอนขอ เขาคือใคร ผู้ช่วยเหลือ
มิใช่ อัลลอฮฺหรือ ผู้จุนเจือ
ไม่เชื่อ อัลลอฮฺหรือ ผู้สร้างเธอ
><<>><<>><<>><
มีคำตอบ บ้างไหม ในใจเจ้า
สิ่งขัดเกลา หัวใจ หายกระด้าง
มีหรือไม่ ในหัวใจ ยามเดินทาง
พระผู้สร้าง หนึ่งเดียว ที่แท้จริง
><<>><<>><<>><
มุสลิมะฮฺ คิดเถิดเจ้า ในวันนี้
หวงสิ่งดี มีค่า สักนิดไหม
ร่างกายเจ้า รูปหน้า และจิตใจ
มีเพื่อใคร ค้นคำตอบ เพื่อตัวเอง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก...
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก......แบบไหนก็ได้
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โดยไม่มีแบบแผน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....สิ่งที่ถูกสร้างมากกว่าผู้สร้าง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ตัวเองมากกว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โลกชั่วคราวใบนี้มากกว่าโลกอาคิเราะห์ที่ยั่งยืนตลอดกาล
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....หนทางสู่นรกอันหอมหวานมากกว่าหนทางสู่สวรรค์อันขรุขระ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการอิสลาม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....เพศตรงข้ามเสมือนว่าเราต่างเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การสะสมเงินไว้ในกระเป๋ามากกว่าการสะสมเงินในบัญชีแห่งความดี
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริตมากกว่าความซื่อสัตย์
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การเอาตัวรอดอย่างเดียว พี่น้องไม่ต้องสนใจ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การร่วมทางกับชัยฎอนเสมือนมันไม่ได้เป็นศัตรู
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่ามุสลิมที่ยากจน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้รู้ศาสนาที่เราเคารพอย่างหลับหูหลับตา โดยไม่มีการตักเตือน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การนิ่งเฉยกับความชั่วในสังคมมากกว่าการห้ามปรามมัน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....อื่นๆ อีกมากมายที่ไร้แก่นสาร
แต่...หัวใจถูกสร้างมาเพื่อรัก....ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติไว้
มารักทุกสิ่งตามที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้กันเถิดครับพี่น้อง....
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โดยไม่มีแบบแผน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....สิ่งที่ถูกสร้างมากกว่าผู้สร้าง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ตัวเองมากกว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โลกชั่วคราวใบนี้มากกว่าโลกอาคิเราะห์ที่ยั่งยืนตลอดกาล
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....หนทางสู่นรกอันหอมหวานมากกว่าหนทางสู่สวรรค์อันขรุขระ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการอิสลาม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....เพศตรงข้ามเสมือนว่าเราต่างเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การสะสมเงินไว้ในกระเป๋ามากกว่าการสะสมเงินในบัญชีแห่งความดี
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริตมากกว่าความซื่อสัตย์
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การเอาตัวรอดอย่างเดียว พี่น้องไม่ต้องสนใจ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การร่วมทางกับชัยฎอนเสมือนมันไม่ได้เป็นศัตรู
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่ามุสลิมที่ยากจน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้รู้ศาสนาที่เราเคารพอย่างหลับหูหลับตา โดยไม่มีการตักเตือน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การนิ่งเฉยกับความชั่วในสังคมมากกว่าการห้ามปรามมัน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....อื่นๆ อีกมากมายที่ไร้แก่นสาร
แต่...หัวใจถูกสร้างมาเพื่อรัก....ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติไว้
มารักทุกสิ่งตามที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้กันเถิดครับพี่น้อง....
วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551
สิ่งท้าทายมุสลีมะฮฺในยุคโลกไร้พรมแดน...
มุสลีมะฮฺ มีสถานภาพที่สำคัญสำหรับประชาคมมุสลิม เพราะพวกเธอเป็นส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้างสำคัญของสังคม อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยซึ่งก่อให้เกิดมรรคผลที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ เพราะพวกเธอเป็นโรงเรียนแห่งแรกในการหล่อหลอมบุตรธิดาให้เป็นชนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมและความรู้ ดังนั้น สิ่งที่เด็กๆซึมซับและได้รับจากแม่นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดชะตากรรมและทิศทางของประเทศชาติในอนาคต
มุสลีมะฮฺจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา อัล-อิสลามอันสูงส่งมิได้ละเลยต่อเรื่องนี้ ในฐานะที่อิสลามเป็นครรลองชีวิตที่นำแสงสว่างและทางนำแก่มวลมนุษยชาติ อิสลามได้จัดระบบชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้าน และมีกฎระเบียบที่สมบูรณ์และดีที่สุด อิสลามจึงไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงอยู่ในความมืดอย่างเด็ดขาด อิสลามได้ให้คำชี้แนะแก่บรรดามุสลีมะฮฺ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นๆมาเสริมเติมแต่งอีกแล้ว
ความจริงการถกเถียงเกี่ยวกับ “ทัศนะหรือมุมมองของอิสลามที่มีต่อสิทธิสตรีและบุรุษ” ตามกระแสโลกในปัจจุบัน มิใช่หัวข้อที่พิเศษอะไรมากนัก เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อพื้นฐานทั่วๆไป และเป็นเรื่องที่มนุษย์เกือบทุกคนโดยเฉพาะมุสลิมรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะรู้และจำเป็นต้องรู้หรือถกเถียงกันมากกว่า ก็คือ เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะน้อมรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติ(หุก่ม)อิสลามหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?
จากสภาพความเป็นจริงที่เราประสบในปัจจุบัน ก็คือ ในสังคมทั่วโลก มนุษย์กำลังถูกกระแสแห่งการลอกเลียนแบบและคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่อกระแสโลกาภิวัตน์จากตะวันตก ที่ไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากและรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชาติอิสลามบางกลุ่ม ยังหลอกตัวเองด้วยการใช้เล่ห์เพทุบาย พยายามประนีประนอม โอนอ่อนผ่อนตาม ไหลไปตามกระแสตะวันตกและปรับตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ชาวตะวันตกต้องการและกำหนดไว้ พวกเขาพยายามบีบบังคับชาวมุสลิมด้วยกันเองและบิดเบือนหลักการอิสลามอันบริสุทธิ์และเที่ยงแท้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของตะวันตก โดยพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอื่นๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสลามแม้แต่น้อย ละเลยและลดความสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณหรือเจตนารมณ์ของชารีอะฮฺอิสลาม ซึ่งแน่นอนมักจะขัดกับอารมณ์ กิเลสและตัณหาของมนุษย์
แหละนี่คือกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ เราจึงต้องมองไปยังหลักการ(หุก่ม)อิสลามด้วยสายตาและจิตใจที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสิน เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองและเตรียมตัวเตรียมใจของเรา ให้พร้อมที่จะน้อมรับพระบัญชาของอัลลอฮฺนำไปปฏิบัติและละเว้นในสิ่งที่ทรงห้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิม (ฟิตเราะฮฺ) ของมนุษย์อยู่แล้ว
นี่คือ สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมุสลีมะฮฺในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปกป้องตัวเองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากไฟแห่งฟิตนะห์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก และจะเป็นกุญแจไขให้มุสลิมะฮฺก้าวเข้าสู่การเป็นมุอฺมีนะฮฺที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์อย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกอาคีเราะฮฺ
เขียนโดย : มุคลิส บิน ยูซุฟ
มุสลีมะฮฺจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา อัล-อิสลามอันสูงส่งมิได้ละเลยต่อเรื่องนี้ ในฐานะที่อิสลามเป็นครรลองชีวิตที่นำแสงสว่างและทางนำแก่มวลมนุษยชาติ อิสลามได้จัดระบบชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้าน และมีกฎระเบียบที่สมบูรณ์และดีที่สุด อิสลามจึงไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงอยู่ในความมืดอย่างเด็ดขาด อิสลามได้ให้คำชี้แนะแก่บรรดามุสลีมะฮฺ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นๆมาเสริมเติมแต่งอีกแล้ว
ความจริงการถกเถียงเกี่ยวกับ “ทัศนะหรือมุมมองของอิสลามที่มีต่อสิทธิสตรีและบุรุษ” ตามกระแสโลกในปัจจุบัน มิใช่หัวข้อที่พิเศษอะไรมากนัก เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อพื้นฐานทั่วๆไป และเป็นเรื่องที่มนุษย์เกือบทุกคนโดยเฉพาะมุสลิมรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะรู้และจำเป็นต้องรู้หรือถกเถียงกันมากกว่า ก็คือ เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะน้อมรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติ(หุก่ม)อิสลามหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?
จากสภาพความเป็นจริงที่เราประสบในปัจจุบัน ก็คือ ในสังคมทั่วโลก มนุษย์กำลังถูกกระแสแห่งการลอกเลียนแบบและคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่อกระแสโลกาภิวัตน์จากตะวันตก ที่ไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากและรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชาติอิสลามบางกลุ่ม ยังหลอกตัวเองด้วยการใช้เล่ห์เพทุบาย พยายามประนีประนอม โอนอ่อนผ่อนตาม ไหลไปตามกระแสตะวันตกและปรับตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ชาวตะวันตกต้องการและกำหนดไว้ พวกเขาพยายามบีบบังคับชาวมุสลิมด้วยกันเองและบิดเบือนหลักการอิสลามอันบริสุทธิ์และเที่ยงแท้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของตะวันตก โดยพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอื่นๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสลามแม้แต่น้อย ละเลยและลดความสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณหรือเจตนารมณ์ของชารีอะฮฺอิสลาม ซึ่งแน่นอนมักจะขัดกับอารมณ์ กิเลสและตัณหาของมนุษย์
แหละนี่คือกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ เราจึงต้องมองไปยังหลักการ(หุก่ม)อิสลามด้วยสายตาและจิตใจที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสิน เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองและเตรียมตัวเตรียมใจของเรา ให้พร้อมที่จะน้อมรับพระบัญชาของอัลลอฮฺนำไปปฏิบัติและละเว้นในสิ่งที่ทรงห้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิม (ฟิตเราะฮฺ) ของมนุษย์อยู่แล้ว
นี่คือ สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมุสลีมะฮฺในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปกป้องตัวเองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากไฟแห่งฟิตนะห์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก และจะเป็นกุญแจไขให้มุสลิมะฮฺก้าวเข้าสู่การเป็นมุอฺมีนะฮฺที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์อย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกอาคีเราะฮฺ
เขียนโดย : มุคลิส บิน ยูซุฟ
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2551
เมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้เรา
เมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้เรา
โดย...ซิลาฮุลฮัก
เคยคิดมั้ยว่าเราเกิดมาทำไม
เคยคิดมั้ยว่าเราตายแล้วจะไปไหน
เคยคิดมั้ยว่าชีวิตหลังความตายของเราจะเป็นอย่างไร
ทุกวันเวลาที่ผ่านไปเรารู้สึกอย่างไรบ้าง
ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบกายเราให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง
ทุกเรื่องราวที่เราได้ยินได้เห็นและได้สัมผัสทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ไม่เพียงพอหรือกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกที่จะให้เราต้องหันกลับมามองตนเอง
ไม่เพียงพอหรือกับข่าวการเสียชีวิตที่เราได้ยิน ด้วยการที่เราต้องหันกลับมามองตนเอง
ไม่เพียงพอหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการที่เราต้องหันกลับมาคิดว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร
เวลาหมดไปอีกแล้ว
ข่าวการตายถูกแจ้งมาอีกแล้ว
จะอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือ
เคยคิดมั้ยว่าต่อไปอาจจะถึงเวลาของเรา
เคยคิดมั้ยหากเรากลับไปหาอัลลอฮฺตอนนี้ เราจะเป็นอย่างไร
รู้จักมั้ยนรกของอัลลอฮฺ
รู้มั้ยใครจะอยู่ในนั้นบ้าง
รู้จักมั้ยสวรรค์ของอัลลอฮฺเป็นอย่างไร
และรู้มั้ยใครจะเข้าไปอยู่ในนั้นบ้าง
อะไรคือสิ่งที่เราคิดและปรารถนาจากการมีชีวิต
อะไรคือเป้าหมายที่เราต่างดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้ได้มา
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะค้นหาตัวเอง
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะบอกกับตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนชีวิตใหม่
ชีวิตที่มุ่งสร้างอนาคตแห่งอาคิเราะฮฺ
ชีวิตที่ตระหนักเสมอว่า ดุนยาคือแหล่งทดสอบ
ทดสอบเพื่อรับรางวัลอันยิ่งใหญ่
เมื่อความตายกำลังเข้ามาใกล้แล้ว
อะไรคือความรู้สึกของท่าน
ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือไม่
เปล่าเลย ความตายไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องกลัวเลย
เพราะความตายคือจุดสุดท้ายของการทดสอบ
ชีวิตหลังความตายต่างหากที่ท่านต้องตระหนัก
ชีวิตหลังความตายคือชีวิตตลอดกาลของพวกท่าน
ชีวิตหลังความตายคือผลจากเวลาอันแสนสั้นของดุนยา
ชีวิตหลังความตายคือการพิพากษาผลงานอันน้อยนิดบนดุนยา
แต่การตอบแทนนั้นล้ำค่า หากเราได้ศรัทธาและยืนหยัดต่อพระองค์
จงอดทนเถิด โอ้ผู้ศรัทธาและประกอบความดีงามทั้งหลาย
เวลาแห่งการตอบแทนสำหรับผู้อดทนใกล้เข้ามาแล้ว
เวลาแห่งความยากลำบากของผู้ที่ไม่อดทนก็ใกล้เข้ามาแล้วเช่นกัน
แล้วท่านก็จะได้รู้ว่าผลของการเชื่อฟังและความอดทนนั้นเป็นเช่นไร
และเขาก็จะได้รู้ว่าผลของการฝ่าฝืนและไม่อดทนนั้นเป็นเช่นไร
จงอย่าลืม เราถูกสร้างมาเพื่อ พระองค์จะดูว่าใครบ้างในหมู่พวกเราที่มีผลงานที่ดียิ่ง
ฉะนั้น ก่อนความตายจะมาถึง พึงสำรวจตนเองเถิดว่า เรามีการงานที่ดีที่เราจะนำกลับไปสู่พระองค์แล้วหรือยัง?
http://idrissittakullah2.spaces.live.com/
โดย...ซิลาฮุลฮัก
เคยคิดมั้ยว่าเราเกิดมาทำไม
เคยคิดมั้ยว่าเราตายแล้วจะไปไหน
เคยคิดมั้ยว่าชีวิตหลังความตายของเราจะเป็นอย่างไร
ทุกวันเวลาที่ผ่านไปเรารู้สึกอย่างไรบ้าง
ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบกายเราให้บทเรียนอะไรกับเราบ้าง
ทุกเรื่องราวที่เราได้ยินได้เห็นและได้สัมผัสทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ไม่เพียงพอหรือกับการที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกที่จะให้เราต้องหันกลับมามองตนเอง
ไม่เพียงพอหรือกับข่าวการเสียชีวิตที่เราได้ยิน ด้วยการที่เราต้องหันกลับมามองตนเอง
ไม่เพียงพอหรือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการที่เราต้องหันกลับมาคิดว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร
เวลาหมดไปอีกแล้ว
ข่าวการตายถูกแจ้งมาอีกแล้ว
จะอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือ
เคยคิดมั้ยว่าต่อไปอาจจะถึงเวลาของเรา
เคยคิดมั้ยหากเรากลับไปหาอัลลอฮฺตอนนี้ เราจะเป็นอย่างไร
รู้จักมั้ยนรกของอัลลอฮฺ
รู้มั้ยใครจะอยู่ในนั้นบ้าง
รู้จักมั้ยสวรรค์ของอัลลอฮฺเป็นอย่างไร
และรู้มั้ยใครจะเข้าไปอยู่ในนั้นบ้าง
อะไรคือสิ่งที่เราคิดและปรารถนาจากการมีชีวิต
อะไรคือเป้าหมายที่เราต่างดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้ได้มา
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะค้นหาตัวเอง
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะบอกกับตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม
ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเปลี่ยนชีวิตใหม่
ชีวิตที่มุ่งสร้างอนาคตแห่งอาคิเราะฮฺ
ชีวิตที่ตระหนักเสมอว่า ดุนยาคือแหล่งทดสอบ
ทดสอบเพื่อรับรางวัลอันยิ่งใหญ่
เมื่อความตายกำลังเข้ามาใกล้แล้ว
อะไรคือความรู้สึกของท่าน
ความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวหรือไม่
เปล่าเลย ความตายไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องกลัวเลย
เพราะความตายคือจุดสุดท้ายของการทดสอบ
ชีวิตหลังความตายต่างหากที่ท่านต้องตระหนัก
ชีวิตหลังความตายคือชีวิตตลอดกาลของพวกท่าน
ชีวิตหลังความตายคือผลจากเวลาอันแสนสั้นของดุนยา
ชีวิตหลังความตายคือการพิพากษาผลงานอันน้อยนิดบนดุนยา
แต่การตอบแทนนั้นล้ำค่า หากเราได้ศรัทธาและยืนหยัดต่อพระองค์
จงอดทนเถิด โอ้ผู้ศรัทธาและประกอบความดีงามทั้งหลาย
เวลาแห่งการตอบแทนสำหรับผู้อดทนใกล้เข้ามาแล้ว
เวลาแห่งความยากลำบากของผู้ที่ไม่อดทนก็ใกล้เข้ามาแล้วเช่นกัน
แล้วท่านก็จะได้รู้ว่าผลของการเชื่อฟังและความอดทนนั้นเป็นเช่นไร
และเขาก็จะได้รู้ว่าผลของการฝ่าฝืนและไม่อดทนนั้นเป็นเช่นไร
จงอย่าลืม เราถูกสร้างมาเพื่อ พระองค์จะดูว่าใครบ้างในหมู่พวกเราที่มีผลงานที่ดียิ่ง
ฉะนั้น ก่อนความตายจะมาถึง พึงสำรวจตนเองเถิดว่า เรามีการงานที่ดีที่เราจะนำกลับไปสู่พระองค์แล้วหรือยัง?
http://idrissittakullah2.spaces.live.com/
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด [Nation]
وَالَّذِينَ يُؤْذُونَ رَسُولَ اللَّهِ لَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ
…และบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ร่อซูลของอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
(อัตเตาบะฮฺ : 61)
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด (ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับในเดนมาร์ค จับมือกันตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด ซึ่งสวมผ้าโพกศีรษะลักษณะคล้ายลูกระเบิดที่มีประกายไฟติดอยู่ ในบทบรรณาธิการฉบับเมื่อวานนี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากที่เมื่อวันอังคารตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนในข้อหาวางแผนสังหารคนวาดการ์ตูนล้อภาพนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวเดนมาร์คเชื้อสายโมร็อคโคและได้รับการปล่อยตัวไปแล้วเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิดมากพอ ส่วนอีกสองคนเป็นชาวตูนีเซียจะถูกเนรเทศเร็วๆนี้ เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การ์ตูนล้อเลียนที่ว่านี้เป็น 1 ใน 12 ภาพที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดการชุนนุมประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงในโลกมุสลิม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ จิลแลนส์-โพสเต็น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2548 จากนั้นก็มีอีกหลายฉบับในหลายประเทศนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ส่งผลให้สถานทูตเดนมาร์คทั่วโลกถูกโจมตี สินค้าเดนมาร์คถูกคว่ำบาตรในประเทศมุสลิมหลายชาติ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 50 คน
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์คได้สั่งการไปยังหน่วยงานทางการทูตทั่วโลกให้จับตาดูความเคลื่อนไหวและสัญญาณความไม่พอใจจากการตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนล้อเลียนนี้ อย่างใกล้ชิด ขณะที่ กลุ่มมุสลิมในเดนมาร์ควิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้โดยว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาและจะยิ่งเพิ่มความแตกแยกในสังคม
…และบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ร่อซูลของอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด (อัตเตาบะฮฺ : 61)
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด (ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับในเดนมาร์ค จับมือกันตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด ซึ่งสวมผ้าโพกศีรษะลักษณะคล้ายลูกระเบิดที่มีประกายไฟติดอยู่ ในบทบรรณาธิการฉบับเมื่อวานนี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากที่เมื่อวันอังคารตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนในข้อหาวางแผนสังหารคนวาดการ์ตูนล้อภาพนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวเดนมาร์คเชื้อสายโมร็อคโคและได้รับการปล่อยตัวไปแล้วเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิดมากพอ ส่วนอีกสองคนเป็นชาวตูนีเซียจะถูกเนรเทศเร็วๆนี้ เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การ์ตูนล้อเลียนที่ว่านี้เป็น 1 ใน 12 ภาพที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดการชุนนุมประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงในโลกมุสลิม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ จิลแลนส์-โพสเต็น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2548 จากนั้นก็มีอีกหลายฉบับในหลายประเทศนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ส่งผลให้สถานทูตเดนมาร์คทั่วโลกถูกโจมตี สินค้าเดนมาร์คถูกคว่ำบาตรในประเทศมุสลิมหลายชาติ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 50 คน
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์คได้สั่งการไปยังหน่วยงานทางการทูตทั่วโลกให้จับตาดูความเคลื่อนไหวและสัญญาณความไม่พอใจจากการตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนล้อเลียนนี้ อย่างใกล้ชิด ขณะที่ กลุ่มมุสลิมในเดนมาร์ควิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้โดยว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาและจะยิ่งเพิ่มความแตกแยกในสังคม
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด [Nation]
…และบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ร่อซูลของอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
(อัตเตาบะฮฺ : 61)
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด (ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับในเดนมาร์ค จับมือกันตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด ซึ่งสวมผ้าโพกศีรษะลักษณะคล้ายลูกระเบิดที่มีประกายไฟติดอยู่ ในบทบรรณาธิการฉบับเมื่อวานนี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากที่เมื่อวันอังคารตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนในข้อหาวางแผนสังหารคนวาดการ์ตูนล้อภาพนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวเดนมาร์คเชื้อสายโมร็อคโคและได้รับการปล่อยตัวไปแล้วเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิดมากพอ ส่วนอีกสองคนเป็นชาวตูนีเซียจะถูกเนรเทศเร็วๆนี้ เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การ์ตูนล้อเลียนที่ว่านี้เป็น 1 ใน 12 ภาพที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดการชุนนุมประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงในโลกมุสลิม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ จิลแลนส์-โพสเต็น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2548 จากนั้นก็มีอีกหลายฉบับในหลายประเทศนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ส่งผลให้สถานทูตเดนมาร์คทั่วโลกถูกโจมตี สินค้าเดนมาร์คถูกคว่ำบาตรในประเทศมุสลิมหลายชาติ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 50 คน
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์คได้สั่งการไปยังหน่วยงานทางการทูตทั่วโลกให้จับตาดูความเคลื่อนไหวและสัญญาณความไม่พอใจจากการตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนล้อเลียนนี้ อย่างใกล้ชิด ขณะที่ กลุ่มมุสลิมในเดนมาร์ควิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้โดยว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาและจะยิ่งเพิ่มความแตกแยกในสังคม
…และบรรดาผู้ที่ก่อความเดือดร้อนแก่ร่อซูลของอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด (อัตเตาบะฮฺ : 61)
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด (ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายฉบับในเดนมาร์ค จับมือกันตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อศาสดามูฮัมหมัด ซึ่งสวมผ้าโพกศีรษะลักษณะคล้ายลูกระเบิดที่มีประกายไฟติดอยู่ ในบทบรรณาธิการฉบับเมื่อวานนี้ เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หลังจากที่เมื่อวันอังคารตำรวจได้จับกุมชาย 3 คนในข้อหาวางแผนสังหารคนวาดการ์ตูนล้อภาพนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวเดนมาร์คเชื้อสายโมร็อคโคและได้รับการปล่อยตัวไปแล้วเพราะไม่มีหลักฐานเอาผิดมากพอ ส่วนอีกสองคนเป็นชาวตูนีเซียจะถูกเนรเทศเร็วๆนี้ เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การ์ตูนล้อเลียนที่ว่านี้เป็น 1 ใน 12 ภาพที่เคยเป็นชนวนเหตุให้เกิดการชุนนุมประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรงในโลกมุสลิม หลังจากที่หนังสือพิมพ์ จิลแลนส์-โพสเต็น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2548 จากนั้นก็มีอีกหลายฉบับในหลายประเทศนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ ส่งผลให้สถานทูตเดนมาร์คทั่วโลกถูกโจมตี สินค้าเดนมาร์คถูกคว่ำบาตรในประเทศมุสลิมหลายชาติ และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 50 คน
ล่าสุด กระทรวงต่างประเทศของเดนมาร์คได้สั่งการไปยังหน่วยงานทางการทูตทั่วโลกให้จับตาดูความเคลื่อนไหวและสัญญาณความไม่พอใจจากการตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนล้อเลียนนี้ อย่างใกล้ชิด ขณะที่ กลุ่มมุสลิมในเดนมาร์ควิจารณ์ความเคลื่อนไหวนี้โดยว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาและจะยิ่งเพิ่มความแตกแยกในสังคม
นสพ.เดนมาร์กตีพิมพ์ซ้ำภาพการ์ตูนนบีมูฮัมหมัด [Nation]
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
จดหมายในลิ้นชัก
จดหมายในลิ้นชัก เพื่อนรัก เธอเป็นวัยรุ่นมากี่ปีแล้วหรือ
เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ช่วงวัยนี้ให้อะไรกับชีวิตเราบ้าง
ความสนุก? ความสะใจ? มิตรภาพ? ความรัก?
หรือมีคุณค่าอะไรที่ลึกซึ้งกว่านี้?
********************************
อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นแม่ทัพฝู้นำทัพแห่งกองทัพมุสลิมเมื่อ อายุ18 ปี
มูฮัมหมัด อัลฟาติฮฺ พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลตอนอายุ 21 ปี
และท่านหญิงอาอีชะฮฺ ท่องจำ ฮะดิษเป็นพันขณะยังอายุ 20ปี
*********************************
แล้วตอนนี้?
เด็กไทยเฉลี่ยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตอนอายุ 15ปี
เด็กสาวอายุ 17 จับลูกทิ้งชักโครก
เด็กม.ปลายขายบริการเป็นอาชีพเสริม
***********************************
เธอจะเป็นวันรุ่นแบบไหน
แบมือของเธอออก แล้วมองดูกระแสเลือดที่ไหลรินอยู่ใต้เนื้อหนังสี
มันเป็นสีเลือดของเรี่ยวแรงกำลังวังชา ซึ่งมีค่าเกินกว่าจะใช้คุยแค่เรื่องแฟชั่น
และ ดาราเลิกกัน
ถามตัวเองเถอะว่า เธอควรใช้ร่างแห่งพละกำลังนี้ไปในทางใด
เพราะคำตอบของเธอคือ อนาคตของประชาชาตินี้!
คัดลอกจาก มิร-อาท โดย อัน-นะซีฮฺะ
***********************
เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ช่วงวัยนี้ให้อะไรกับชีวิตเราบ้าง
ความสนุก? ความสะใจ? มิตรภาพ? ความรัก?
หรือมีคุณค่าอะไรที่ลึกซึ้งกว่านี้?
********************************
อุซามะฮฺ บิน เซด เป็นแม่ทัพฝู้นำทัพแห่งกองทัพมุสลิมเมื่อ อายุ18 ปี
มูฮัมหมัด อัลฟาติฮฺ พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลตอนอายุ 21 ปี
และท่านหญิงอาอีชะฮฺ ท่องจำ ฮะดิษเป็นพันขณะยังอายุ 20ปี
*********************************
แล้วตอนนี้?
เด็กไทยเฉลี่ยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตอนอายุ 15ปี
เด็กสาวอายุ 17 จับลูกทิ้งชักโครก
เด็กม.ปลายขายบริการเป็นอาชีพเสริม
***********************************
เธอจะเป็นวันรุ่นแบบไหน
แบมือของเธอออก แล้วมองดูกระแสเลือดที่ไหลรินอยู่ใต้เนื้อหนังสี
มันเป็นสีเลือดของเรี่ยวแรงกำลังวังชา ซึ่งมีค่าเกินกว่าจะใช้คุยแค่เรื่องแฟชั่น
และ ดาราเลิกกัน
ถามตัวเองเถอะว่า เธอควรใช้ร่างแห่งพละกำลังนี้ไปในทางใด
เพราะคำตอบของเธอคือ อนาคตของประชาชาตินี้!
คัดลอกจาก มิร-อาท โดย อัน-นะซีฮฺะ
***********************
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
สื่อมวลชนเดนมาร์คตีพิมสื่อการ์ตูนล้อเลียนนบี
มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และขอคารวะสดุดีต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นผู้นำสัจธรรมมายังประชาคมโลกทั้งมวลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์กเมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติขอประณามพฤติกรรมของสื่อมวลชนแห่งประเทศเดนมาร์กที่ได้รวมตัวกันแสดงออกเป็นเอกฉันท์ ตลอดจนจุดยืนของคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศเดนมาร์กที่แสดงการปกป้องต่อการลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยอ้างว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสื่อมวลชนตามสิทธิที่ประชาธิปไตยเอื้อให้แก่ประชาชน อนึ่งจุดยืนดังกล่าวของประเทศเดนมาร์กได้ปรากฏเป็นครั้งที่ 2 แล้ว จึงฟ้องถึงนโยบายที่ต่ำช้าของคณะรัฐมนตรีต่อประชากรมุสลิมนับพันล้าน ซึ่งไม่คำนึงถึงเกียรติยศของผู้นำศาสนาระดับ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และไม่เห็นใจต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมที่เคารพนับถือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนประสบการณ์ครั้งแรกที่ประชาชาติอิสลามได้ประณามการลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิได้เป็นบทเรียนให้แก่ผู้ใหญ่ในประเทศเดนมาร์กแต่อย่างใด
กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติขอแสดงความเสียใจด้วย ที่ประเทศเดนมาร์กตกต่ำถึงขั้นที่ไม่มีปัญญาชนสักกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านหรือต่อต้านพฤติกรรมอันต่ำช้าของบางส่วนในประชาชนชาวเดนมาร์ก และกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลกที่มีคนไร้ปัญญาไร้ความรับผิดชอบกำลังมุ่งทำลาย หากสังคมโลกไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และไม่เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน สันติภาพโลกย่อมเสียหายอย่างยิ่ง ทางกลุ่มฯ จึงเรียกร้องให้พี่น้องมุสลิมแสดงจุดยืนประณามพฤติกรรมดังกล่าว และเรียกร้องให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบได้รีบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
จึงขอให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยได้รณรงค์บอยคอตผลิตภัณฑ์ของประเทศเดนมาร์ก เพื่อเป็นแนวร่วมกับพี่น้องมุสลิมทั่วโลกที่เริ่มต่อต้านประเทศเดนมาร์ก การบอยคอตโดยสันติวิธีย่อมเป็นการแสดงที่ถูกกฎหมายและมีประสิทธิผลในสมัยนี้ ซึ่งเป็นคำตอบให้แก่เสรีภาพป่าเถื่อนที่ปล่อยให้คนไร้ปัญญาออกมาทำลายศีลธรรมของประชาคมโลกทั้งปวง
และขอคารวะสดุดีต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นผู้นำสัจธรรมมายังประชาคมโลกทั้งมวลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์กเมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติขอประณามพฤติกรรมของสื่อมวลชนแห่งประเทศเดนมาร์กที่ได้รวมตัวกันแสดงออกเป็นเอกฉันท์ ตลอดจนจุดยืนของคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศเดนมาร์กที่แสดงการปกป้องต่อการลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยอ้างว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสื่อมวลชนตามสิทธิที่ประชาธิปไตยเอื้อให้แก่ประชาชน อนึ่งจุดยืนดังกล่าวของประเทศเดนมาร์กได้ปรากฏเป็นครั้งที่ 2 แล้ว จึงฟ้องถึงนโยบายที่ต่ำช้าของคณะรัฐมนตรีต่อประชากรมุสลิมนับพันล้าน ซึ่งไม่คำนึงถึงเกียรติยศของผู้นำศาสนาระดับ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และไม่เห็นใจต่อความรู้สึกของชาวมุสลิมที่เคารพนับถือ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนประสบการณ์ครั้งแรกที่ประชาชาติอิสลามได้ประณามการลบหลู่ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิได้เป็นบทเรียนให้แก่ผู้ใหญ่ในประเทศเดนมาร์กแต่อย่างใด
กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติขอแสดงความเสียใจด้วย ที่ประเทศเดนมาร์กตกต่ำถึงขั้นที่ไม่มีปัญญาชนสักกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านหรือต่อต้านพฤติกรรมอันต่ำช้าของบางส่วนในประชาชนชาวเดนมาร์ก และกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อสันติภาพโลกที่มีคนไร้ปัญญาไร้ความรับผิดชอบกำลังมุ่งทำลาย หากสังคมโลกไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และไม่เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน สันติภาพโลกย่อมเสียหายอย่างยิ่ง ทางกลุ่มฯ จึงเรียกร้องให้พี่น้องมุสลิมแสดงจุดยืนประณามพฤติกรรมดังกล่าว และเรียกร้องให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบได้รีบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
จึงขอให้พี่น้องมุสลิมในประเทศไทยได้รณรงค์บอยคอตผลิตภัณฑ์ของประเทศเดนมาร์ก เพื่อเป็นแนวร่วมกับพี่น้องมุสลิมทั่วโลกที่เริ่มต่อต้านประเทศเดนมาร์ก การบอยคอตโดยสันติวิธีย่อมเป็นการแสดงที่ถูกกฎหมายและมีประสิทธิผลในสมัยนี้ ซึ่งเป็นคำตอบให้แก่เสรีภาพป่าเถื่อนที่ปล่อยให้คนไร้ปัญญาออกมาทำลายศีลธรรมของประชาคมโลกทั้งปวง
ริฎอ อะหมัด สมะดี
ประธานกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ18 ก.พ 51
ดาว์นโหลดเอกสารที่นี่ครับ
http://www.islaminthailand.net/documents/denmark2.doc
ดาว์นโหลดเอกสารที่นี่ครับ
http://www.islaminthailand.net/documents/denmark2.doc
วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
สาเหตุที่ทำให้ประชาชาติที่เคยยิ่งใหญ่กลับต้องตกต่ำลง...
สาเหตุที่ทำให้ประชาชาติที่เคยยิ่งใหญ่กลับต้องตกต่ำลง
(สรุปมาจากสิ่งที่ต้องการปลดอดีต)
๑.พ่อแม่
ลักษณะอาการ
๑.โต้เถียงพ่อแม่
๒.ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ดื้อ เงียบ ไม่โต้เถียงแต่ไม่ปฏิบัติตาม
ผลกระทบ
ด้านศาสนา ขาดบารอกัต
ด้านสังคม การศึกษา นิสัยก้าวร้าว ประเทศล่มจม
ด้านครอบครัว แตกแยก ขาดความสุข
การแก้ไข
ด้านสังคม การศึกษาศีลธรรม
ด้านครอบครัว เปิดใจ เชื่อฟัง ทำตามคำสั่ง
ด้านตัวเรา สำนึกตัว มุ่งมั่นในการปรับปรุง
๒.อัลกุรอาน
ลักษณะอาการ
ไม่สนใจการศึกษา อ่านไม่เป็น ไม่รู้ความหมาย เป็นเหมือนนกแก้วนกขุนทอง (รู้แต่ไม่ปฏิบัติ) ใช้ในทางที่ผิด หารายได้ ทำอาซีมัต
ผลกระทบ
ไร้ทางนำ ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ช่วยแก้ปัญหา ผู้นำขาดคุณธรรม ประชาชาติตกต่ำ
การป้องกันและแก้ไข
กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของกุรอาน กล่าวตักเตือน มุ่งมั่นในการเชิญชวน ขอดุอาอฺให้ได้รับทางนำ
สร้างบรรยากาศ
เลิกทำมะเซียต อยู่กับคนมุมิน ทำฮาลากอฮ
๓.การเรียนการศึกษา
ลักษณะอาการ
ขี้เกียจ ทุจริตในการสอบ ไม่ฟังครูสอน คุยกันในห้อง ไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียน
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
เกรดไม่ดี ไม่มีความรู้ ปัญหาด้านการเรียน มีปัญหาทางบ้าน เรียนไม่จบ
การแก้ไข
ให้ความสำคัญในการเรียน กระตือรือร้น เปลี่ยนความคิด คบกับเพื่อนที่ดี และซอและห์
๔.เพื่อน
ลักษณะอาการ
ตามเพื่อน ไม่กล้าห้ามในสิ่งที่ผิด คบกับเพื่อนที่ไม่ดี เที่ยวตามเพื่อน ทำสิ่งไร้สาระ เสพย์ยาเสพย์ติด ติดผู้หญิง
ผลกระทบ
ทำให้มุสลิมตกต่ำ สังคมดูถูก มีอคติ เสียอนาคต อีหม่านลดลง ไม่เชื่อฟังพ่อแม่
การแก้ไข
เลือกคบเพื่อนที่ดี กล้าปฏิเสธสิ่งไม่ดี เอาอดีตมาเป็นบทเรียน ศึกษาอิสลามให้ลึกซึ้งและนำไปปฏิบัติ ฟังการบรรยาย ศึกษากุรอาน หะดีษ สร้างอุดมการณ์
๕.เพลง TV ละคร เรื่องไร้สาระ
ลักษณะอาการ
ติด TV ติดใจในเนื้อหา อยากเป็นศิลปินดารา อยากมีแฟน อารมณ์คล้อยตาม
ผลกระทบ
ทำให้เสียเวลา เสียการเรียน หงุดหงิดเมื่อไม่ได้ติดตาม ไม่รักษาอามานะห์จากพ่อแม่ ละเลยคำสั่งของศาสนา อีหม่านอ่อน ทำให้ห่างไกลจากอัลกุรอาน
การแก้ไขและป้องกัน
อย่าติดตาม เมื่อสำนึกแล้วให้เตาบัต ปิด TV ละหมาดสุนัต ขอคำปรึกษาจากผู้รู้
ผลกระทบ
ทำให้เสียเวลา เสียการเรียน หงุดหงิดเมื่อไม่ได้ติดตาม ไม่รักษาอามานะห์จากพ่อแม่ ละเลยคำสั่งของศาสนา อีหม่านอ่อน ทำให้ห่างไกลจากอัลกุรอาน
๖.การละหมาด
ลักษณะอาการ
ละหมาดสาย โกหกพ่อแม่วาละหมาดแล้ว ขี้เกียจละหมาด คิดถึงแฟน ไม่เข้าใจหลักการ ละหมาดท้ายเวลา ไม่รู้ความหมายอายัตอัลกุรอาน
ผลกระทบ
ทำให้เราห่างจากอัลลอฮ ทำให้อีหม่านต่ำลง ละหมาดจะไม่คูชุอฺ การละหมาดจะไม่สมบูรณ์ มะซียัตจะตามมา
การป้องกันและการแก้ไขปัญหา
ป้องกัน หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อที่มีสกรีนด้านหลัง ต้องรักษาเวลาละหมาด อย่าคิดมีแฟน ควบคุมจิตใจให้สงบ
การแก้ไข หมั่นทำความเข้าใจวิธีการละหมาดให้มากขึ้น และพร้อมปฏิบัติ ขอให้อดทนต่อการที่จะปฏิบัติการละหมาดให้สมบูรณ์
๗.ฟุตบอลและเกมส์
ลักษณะอาการ
๑.ด้านสุขภาพ พักผ่อนน้อย กินไม่เป็นเวลา
๒.ด้านศาสนา ละเลยการทำอิบาดะฮฺ
๓.ด้านความคิด หมกหมุ่นกับบอลและเกมส์
๔.ด้านพฤติกรรม การใช้เงินฟุ่มเฟือย ใช้เวลาฟุ่มเฟือย
๕.ด้านจิตใจ เฉื่อยชา ไร้จิตสำนึก
ผลกระทบ
๑.ด้านสุขภาพ ร่างกายอ่อนแอ เจริญอาหารช้า สมองทำงานหนัก ใจรุ่มเร้า
๒.ด้านสังคม มีปัญหาสังคม พัฒนาช้า
๓.ด้านศาสนา อีหม่านอ่อน ละเลยฟัรฎู
๔.ด้านบุคลิก ก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง
๕.ด้านครอบครัว มีปัญหาการดำเนินชีวิตในครอบครัว
การแก้ไขและป้องกัน
๑.ด้านครอบครัว ต้องมีการตักเตือนทุกรูปแบบ
๒.ด้านสถานศึกษา ต้องช่วยกันดูแลเด็ก
๓.ด้านสังคม ปลีกตัวออกจากสังคมที่ถูกกลืนด้วยเกมส์และฟุตบอล
๔.ด้านศาสนา สร้างความตักวาให้เกิดขึ้นในจิตใจ
๘.ผู้หญิง
ลักษณะอาการ
- หงุดหงิดเมื่อไม่ได้เจอหน้าเธอ
- อยากจะอยู่ใกล้เธอตลอดเวลา
- เกิดอารมณ์ทางเพศเมื่ออยู่ใกล้เธอ
- รู้สึกใจหวั่นไหวเมื่อเวลาพบเธอ
- คิดถึงเธอตลอดเวลา
ผลกระทบ
- เสียเงิน
- เสียเวลา
- ทิ้งการประกอบศาสนกิจ
- ไกลจากเพื่อน
- เป็นการทำลายศักดิ์ศรี เกียรติยศของผู้หญิง
- มีโอกาสเกิดการซีนาได้
วิธีการแก้ไขและป้องกัน
- พยายามลดสายตาลงต่ำ
- ถือศีลอดเพื่อลดความต้องการลง
- พยายามหลีกเลี่ยงการพบเจอกัน
- หักห้ามใจตนเองไม่ให้ติดต่อกับเธอ ไม่ว่าจะด้วยโทรศัพท์ การchat กันผ่านอินเตอร์เน็ต
- จดหมาย หรือบุคคลอื่นที่ศาสนาไม่อนุมัติ
คัดลอกมาจากกิจกรรมค่าย"เราคือเยาวชนแห่งสัจธรรม" รุ่นที่2
ฮิญาบคือ???
เรามักได้ยินใคร ๆ เรียกฮิญาบเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ‘ผ้าคลุมหัว’ หรือ ‘ผ้าคลุมผม’ ซึ่งไม่อาจสื่อถึงความหมายทั้งหมดของคำว่าฮิญาบได้ มีผู้หญิงตั้งมากมายที่คลุมผ้าคลุมผม แต่ไม่ได้คลุมฮิญาบ เพราะผ้าของพวกเธอทำหน้าที่แค่ปิดคลุมเส้นผม (ซึ่งบ้างก็มิดชิด บ้างก็ไม่) ในขณะที่ฮิญาบเป็นมากกว่านั้น!
ฮิญาบ หมายถึง “การปกปิด” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเครื่องแต่งกายที่ทำหน้าที่ปิดคลุมเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกริยามารยาท การวางตัว ความละอาย และการสำรวมจิตใจที่อยู่ภายในด้วย
ฮิญาบเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้มุสลิมะฮฺรำลึกถึงอัลลอฮฺในทุกการกระทำ เธอจะระมัดระวังและสำรวมปฏิบัติทุกสิ่งให้อยู่ในหลักการมากขึ้น เพราะความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และด้วยตระหนักว่าเธอคือตัวแทนของอัลลอฮฺบนโลกนี้ ทุกภาพลักษณ์ที่สะท้อนพฤติกรรมของเธอคือภาพรวมของอิสลาม
ดังนั้น ผู้ที่คลุมฮิญาบจึงไม่ใช่แค่ยอมรับผ้าผืนหนึ่งมาคลุมเรือนร่าง หากแต่ยอมรับหลักการทั้งหมดที่มากับผ้าผืนนี้มาคลุมใจด้วย นั่นคือหลักการแห่งอิสลามซึ่งครอบคลุมทุกรายละเอียดของชีวิต
คำดำรัสของอัลลอฮฺในคัมภีร์อัลกุรอานที่ทรงบัญญัติเรื่องฮิญาบ มี 2 โองการ คือ บทอัลอะหฺซาบ โองการที่ 59 และบทอันนูร โองการที่ 31
“โอ้นบี (มุฮัมมัด) เอ๋ย! จงกล่าว แก่ภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง(1) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน(2) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”
[อัลกุรอาน บทที่ 33 (อัลอะหฺซาบ) โองการที่ 59]
“และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮฺ (ผู้ศรัทธาหญิง) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ (3) และให้พวกเธอรักษาทวาร (อวัยวะเพศ) ของพวกเธอ (4) และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ (5) เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ (6) และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกเธอลงมาจนถึงหน้าอกของเธอ (7) และอย่าให้พวกเธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ (8) เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ (9) หรือบิดาของพวกเธอ (10) หรือบิดาของสามีของพวกเธอ (11) หรือลูกชายของพวกเธอ (12) หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ (13) หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ (14)หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ (15) หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ (16)หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ (17) หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) (18) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ (19) หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง (20) และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ (21) เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”
[อัลกุรอาน บทที่ 24 (อันนูร) โองการที่ 31]
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)