ในโลกนี้ อาจจะถือได้ว่าสิ่งที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น คือ ความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของพ่อแม่ ความรักระหว่างสามีภรรยา ความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่ความรักที่ทรงอานุภาพมากที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความรักของอัลลอฮฺที่มีต่อบ่าวของพระองค์ เป็นความรักที่มนุษย์ทุกคนโหยหาและอยากได้ เพราะความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
เป็นความรักที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าความรักใดๆ เป็นความรักที่จะทำให้มนุษย์ประสบแต่ความสุขในชีวิตและได้รับความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องพยายามหาทางที่จะทำให้อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามอบความรักให้กับตน โดยต้องศึกษาให้รู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นกุญแจสู่ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
อันที่จริง ในอัลกุรอานมีระบุถึงคุณลักษณะต่างๆที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลารักอย่างมากมาย เช่น แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักบรรดาผู้ยำเกรง บรรดาผู้ชอบความสะอาด บรรดาผู้ทำความดี เป็นต้น
แต่เพื่ออธิบายอย่างง่ายๆ ให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น ท่านร่อซูลุลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม จึงได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งมีความว่า “อัลลอฮฺได้ทรงมีดำรัสว่า ผู้ใดที่ทำร้ายวะลี (สหาย ผู้ใกล้ชิด คนรัก)
ฉัน แน่แท้ฉันว่าได้ประกาศต่อสู้กับเขา และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของฉันได้ทำเพื่อใกล้ชิดจะเป็นที่ชื่นชอบแก่ฉันมากไปกว่าสิ่งที่ฉันได้มอบหมายให้เขาทำ(หมายถึงศาสนกิจบังคับหรือฟัรฎู)
และบ่าวของฉันนั้นมีอุตสาหะในการเข้าใกล้(ภักดี)ฉันด้วยการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ที่เป็นความสมัครใจ(ไม่ใช่ฟัรฎู) จนฉันรักเขา เมื่อใดที่ฉันรักเขาแล้ว ฉันจะเป็นหูของเขาที่เขาใช้ฟัง เป็นตาของเขาที่เขาใช้ดู
เป็นมือของเขาที่เขาใช้จับ และเป็นเท้าของเขาที่เขาใช้เดิน(เป็นการเปรียบเทียบซึ่งหมายถึงว่าอัลลอฮฺจะชี้นำเขาและดูแลอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายเขาให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ดีเท่านั้น)
ถ้าเขาขอจากฉันแน่แท้ฉันจะให้แก่เขา ถ้าเขาขอความคุ้มครองจากฉัน แน่แท้ฉันจะคุ้มครองเขา และไม่มีสิ่งใดที่ฉันทำอย่างลังเลเหมือนที่ฉันจะรับเอาชีวิตของผู้ศรัทธาที่ไม่ชื่นชอบความตายในขณะที่ฉันเองไม่อยากทำร้ายเขา” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ)
ประเด็นที่สำคัญในหะดีษข้างต้นคือ กุญแจแห่งความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อมนุษย์ผู้หนึ่งนั้น อยู่ที่การปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ให้ครบถ้วน และเสริมด้วยการปฏิบัติศาสนกิจและความดีอื่นๆ ที่เป็นสุนัต (คือทำโดยสมัครใจไม่ใช่ศาสนกิจบังคับ)
เมื่อสามารถรักษาการปฏิบัติศาสนกิจและอามัลฺได้ดังนี้ ก็จะเป็นที่รักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาซึ่งพระองค์จะคอยช่วยดูแลและกำกับให้เขาพบแต่สิ่งที่ดีและปลอดพ้นจากความเลวร้ายต่างๆ ในชีวิต
ความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลานั้นยิ่งใหญ่นัก เพราะเมื่อพระองค์รักผู้ใดพระองค์จะทรงทำให้สรรพสิ่งอื่นทั้งหมดรักคนผู้นั้นด้วยเช่นกัน เช่นที่ท่านร่อซูลุลลอ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวไว้มีความว่า ”
“เมื่อใดที่อัลลอฮฺรักผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว พระองค์จะตรัสกับญิบรีลว่า ฉันได้รักคนผู้นี้แล้ว ดังนั้นเจ้าจงรักเขาด้วย ญิบรีลก็จะรักเขาผู้นั้น แล้วญิบรีลก็จะป่าวประกาศแก่มลาอิกะฮฺทั้งหลายบนฟ้าว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้รักคนผู้นี้ดังนั้นพวกเจ้าก็จงรักเขาด้วย มลาอิกะฮฺทั้งหมดก็จะรักเขา
แล้วอัลลอฮฺก็จะทรงกำหนดการตอบรับจากชาวโลกให้แก่เขา” ” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)
มุสลิมจึงต้องเพียรพยายามเพื่อหาความรักของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาอย่างจริงจังเพื่อจะได้รับความดีงามนี้
Oo~About us~oO
- Qafilatul-Abrar
- เราพร้อมที่จะทำงานเพื่อฟื้นฟูอิสลามภายใต้พันธกิจที่ว่า"จงมุ่งมั่นสู่การปฏิรูปตนเอง และเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่การยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ"
วันพุธที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2551
วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2551
สตรีในอิสลาม.......อยากสวยทำอย่างไร?
1. ตกแต่งดวงตาน้อยๆของเธอด้วยการลดสายตาให้ต่ำลง
2. ทาริมฝีปากอันบอบบางของเธอด้วยลิปสติกยี่ห้อ الصدق (การพูดจริง)
3. ใช้เมคอัพ (make up) ยี่ห้อ الحياء. (ความอาย)..แปะลงบนแก้มทั้งสองของเธอ
4. ใช้สบู่ الاستغفار (การขออภัยโทษ) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายออกจากร่างกายของเธอ
5. บำรุงหัวใจของเธอให้แข็งแรงด้วยสมุนไพร ตักวา التقوي (การยำเกรง)
6. ปกป้องผมสวยของเธอด้วยแชมพู ฮีญาบ حجاب เพื่อผมของเธอดูเงางามตลอดเวลา
7. สวมถุงมือแห่งความขยันเพื่อมืออันบอบบางของเธอ
8. แขวนสร้อยคอแห่งการให้อภัยลงบนคอของเธอ
9. ใส่เสื้อผ้ากระโปรงที่ตัดจากร้านอิสลามบูติค تصميم الاسلام
10.เพื่อให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยใช้ครีมยี่ห้อ الابتسامة (การยิ้ม) ทั้งนี้เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกายและจิตใจ พร้อมที่จะเป็นกระดูกสันหลัง ของครอบครัวต่อไป ก็ขอฝากถึงเหล่าผู้หญิงทุกคนว่ากรุณาอย่าช้าเพราะสินค้าเหล่านี้หาได้ยากในปัจจุบัน มีจำนวนไม่จำกัด ผลิตและจำหน่ายโดย
บริษัท อิสลาม (มหาชนจำกัด)........อิอิ
จาก http://sapa.darunsat.ac.th/modules/news/article.php?storyid=20
2. ทาริมฝีปากอันบอบบางของเธอด้วยลิปสติกยี่ห้อ الصدق (การพูดจริง)
3. ใช้เมคอัพ (make up) ยี่ห้อ الحياء. (ความอาย)..แปะลงบนแก้มทั้งสองของเธอ
4. ใช้สบู่ الاستغفار (การขออภัยโทษ) เพื่อขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายออกจากร่างกายของเธอ
5. บำรุงหัวใจของเธอให้แข็งแรงด้วยสมุนไพร ตักวา التقوي (การยำเกรง)
6. ปกป้องผมสวยของเธอด้วยแชมพู ฮีญาบ حجاب เพื่อผมของเธอดูเงางามตลอดเวลา
7. สวมถุงมือแห่งความขยันเพื่อมืออันบอบบางของเธอ
8. แขวนสร้อยคอแห่งการให้อภัยลงบนคอของเธอ
9. ใส่เสื้อผ้ากระโปรงที่ตัดจากร้านอิสลามบูติค تصميم الاسلام
10.เพื่อให้ใบหน้าของเธอดูอ่อนวัยใช้ครีมยี่ห้อ الابتسامة (การยิ้ม) ทั้งนี้เพื่อให้เธอเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกายและจิตใจ พร้อมที่จะเป็นกระดูกสันหลัง ของครอบครัวต่อไป ก็ขอฝากถึงเหล่าผู้หญิงทุกคนว่ากรุณาอย่าช้าเพราะสินค้าเหล่านี้หาได้ยากในปัจจุบัน มีจำนวนไม่จำกัด ผลิตและจำหน่ายโดย
บริษัท อิสลาม (มหาชนจำกัด)........อิอิ
จาก http://sapa.darunsat.ac.th/modules/news/article.php?storyid=20
วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2551
นิทานเรื่องผ้าขี้ริ้วสองผืน
นิทานเรื่อง ผ้าขี้ริ้วสองผืน
เรื่องมีอยู่ว่าที่บ้านจะมีผ้าขี้ริ้วหลายผืน แต่จะหยิบมาใช้ทีละ 2 ผืน (อย่างต่ำ)เพื่อว่า .. ผืนหนึ่งเอาไว้เช็ด
สิ่งที่ไม่ใช่น่ายิส เช่นน้ำเปล่า แกง หรือคราบอื่น ๆ อีกผืนหนึ่งเอาไว้เก็บกวาดความเรี่ยราดของแมวที่ส่วนมากเป็นน่ายิส ซึ่งผืนนี้บางครั้งเราก็พบว่ามันสกปรกไม่น่าหยิบจับกว่าผืนแรกแต่เมื่อคืนวันผ่านไป ...
...ใช้ไปใช้มาจะพบว่า ผ้าที่ขาว .. และสะอาดกว่าคือ ผ้าผืนที่สองเป็นเพราะว่า ผ้าผืนแรกที่ใช้งานไม่ค่อยสมบุกสมบันนัก จะผ่านการซักน้อยครั้งตรงข้ามกับผ้าที่เช็ดน่ายิส .. เมื่อนำไปใช้แล้วเราจำเป็นต้องซักมันทันที ซักบ่อยครั้งและซักด้วยความละเอียดด้วย...
...เพราะฉะนั้นเรื่องราวของผ้าขี้ริ้วนี้ไม่สอนอะไรนอกจากว่า เราไม่สามารถจะกล่าวได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาแล้วมีชีวิตที่ดีตามแบบอิสลามนั้น ดีกว่า คนที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้ให้ได้อิสลาม...
กล่าวไม่ได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาท่ามกลางความดี จะดีกว่าคนที่เกิดมาท่ามกลางสังคมเลวร้าย...
สิ่งสำคัญคือการขัดเกลา การซักล้าง ซึ่งเกิดจากการรับรู้ถึงความสกปรกของหัวใจตนเองต่างหาก
ซึ่งคนที่คิดว่าหัวใจตนเองสะอาดดีแล้วนั่นล่ะจะประสบความเสียหาย...
...............คนที่ดีคือคนที่เตาบัตตนเองตลอดเวลา.................
คัดลอกจากเวบ http://islaminside.com/
เรื่องมีอยู่ว่าที่บ้านจะมีผ้าขี้ริ้วหลายผืน แต่จะหยิบมาใช้ทีละ 2 ผืน (อย่างต่ำ)เพื่อว่า .. ผืนหนึ่งเอาไว้เช็ด
สิ่งที่ไม่ใช่น่ายิส เช่นน้ำเปล่า แกง หรือคราบอื่น ๆ อีกผืนหนึ่งเอาไว้เก็บกวาดความเรี่ยราดของแมวที่ส่วนมากเป็นน่ายิส ซึ่งผืนนี้บางครั้งเราก็พบว่ามันสกปรกไม่น่าหยิบจับกว่าผืนแรกแต่เมื่อคืนวันผ่านไป ...
...ใช้ไปใช้มาจะพบว่า ผ้าที่ขาว .. และสะอาดกว่าคือ ผ้าผืนที่สองเป็นเพราะว่า ผ้าผืนแรกที่ใช้งานไม่ค่อยสมบุกสมบันนัก จะผ่านการซักน้อยครั้งตรงข้ามกับผ้าที่เช็ดน่ายิส .. เมื่อนำไปใช้แล้วเราจำเป็นต้องซักมันทันที ซักบ่อยครั้งและซักด้วยความละเอียดด้วย...
...เพราะฉะนั้นเรื่องราวของผ้าขี้ริ้วนี้ไม่สอนอะไรนอกจากว่า เราไม่สามารถจะกล่าวได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาแล้วมีชีวิตที่ดีตามแบบอิสลามนั้น ดีกว่า คนที่เกิดขึ้นมาเพื่อต่อสู้ให้ได้อิสลาม...
กล่าวไม่ได้เลยว่า
...คนที่เกิดมาท่ามกลางความดี จะดีกว่าคนที่เกิดมาท่ามกลางสังคมเลวร้าย...
สิ่งสำคัญคือการขัดเกลา การซักล้าง ซึ่งเกิดจากการรับรู้ถึงความสกปรกของหัวใจตนเองต่างหาก
ซึ่งคนที่คิดว่าหัวใจตนเองสะอาดดีแล้วนั่นล่ะจะประสบความเสียหาย...
...............คนที่ดีคือคนที่เตาบัตตนเองตลอดเวลา.................
คัดลอกจากเวบ http://islaminside.com/
วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551
คนละฟากถนน …รู้จัก - ไม่ต้องรู้ใจ , เข้าใจ - ไม่ต้องเข้าถึง
โดย อัล อัค
เมื่อพูดถึงความขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ผมขอเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ... เรากำลังเน้นผ้าคลุมผมและผ้าคลุมหน้ามากไปหรือเปล่า? จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่บางครั้งการเรียกร้องของเรามันกลับไปเน้นการแต่งกายภายนอกกันมากเกินไป ใช่หรือไม่?
เมื่อพูดถึงความขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ผมขอเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ... เรากำลังเน้นผ้าคลุมผมและผ้าคลุมหน้ามากไปหรือเปล่า? จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่บางครั้งการเรียกร้องของเรามันกลับไปเน้นการแต่งกายภายนอกกันมากเกินไป ใช่หรือไม่?
แน่นอนที่สุดว่า การแต่งกายที่สอดคล้องกับชะรีอะฮฺย่อมต้องสำคัญอย่างแน่นอน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ผิด ๆ ระหว่างชายหญิง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมมิติในด้านอื่น ๆ ด้วย ยิ่งการแต่งกายที่มีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่อย่างเปิดปิดใบหน้า ย่อมไม่อาจนำมาวางความสำคัญไว้หน้าประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในอัล-กุรอานไว้อย่างชัดเจน อย่างการควบคุมสายตาและน้ำเสียง ...
จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีอยู่กับเด็กหนุ่มสาวมานาน ผมกล้าบอกได้ว่าประเด็นสัมพันธ์ต้องห้ามทั้งหลายนั้น มันมาจาก “การสื่อสาร” หมายถึงการติดต่อกันเกินความจำเป็น อาจเป็นการพูดคุยกันตรง ๆ หรือผ่านสื่อชนิดต่าง ๆ
ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คนบางคนเน้นเรื่องปะปนมาก แต่อันตรายที่ผมเคยเห็นมามากก็คือ การพูดโทรศัพท์ ซึ่งหลายคนมองข้าม หลายคนชอบโทรศัพท์คุยกัน ถือว่าไม่เห็นหน้า ไม่เป็นไร โทรปรึกษาเรื่องอิสลาม เรื่องกิจกรรมกันทุกวัน คุยครั้งละนาน ๆ เป็นชั่วโมง ... บอกให้เลยว่า นี่แหละอันตรายมาก
เรื่องนี้ยังรวมไปถึงการโต้ตอบกันทางอินเตอร์เน็ต แม้จะเป็นแค่การพิมพ์ข้อความ ก็ควรเข้มงวดในเรื่องพวกนี้ เพราะการเห็นแค่ตัวอักษร สำหรับผู้ชายบางคน มันก็สร้างจินตนาการไปไกลแล้วละ ... (สำหรับผู้หญิงผมไม่ทราบ)
จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ... ผมค่อนข้างประหลาดใจต่อมุสลิมีนที่ทำเคร่งครัดในการแต่งตัวของผู้หญิง แต่ชอบให้คำปรึกษาแก่มุสลิมะฮฺ วัน ๆ รับโทรศัพท์มุสลิมะฮฺ และเช่นกันมุสลิมะฮฺที่ชอบโทรขอคำปรึกษาผู้ชาย หรือชอบให้คำปรึกษาหรือคำนะศีฮัตต่อผู้ชาย ก็น่าเป็นห่วงมาก ๆ เหมือนกัน ...
ครับ ... ผมได้ตั้งข้อสังเกตุพอสมควรต่อข้อเสนอของพี่น้องบางท่านที่กล่าวมาลอย ๆ ว่าไม่ให้ปะปนกัน ต่อกรณีการแก้ปัญหาสัมพันธ์ต้องห้ามระหว่างชายหญิง รวมทั้งปัญหาการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างชายหญิงไปบ้างแล้ว ว่าจำเป็นต้องมีการใช้ตัวบทที่ชัดเจน มิเช่นนั้นจะเกิดการสงสัยกันเอง ...(ดู บทความเรื่องการปะปน)
ส่วนข้อเสนอของผมในการแก้ปัญหาเรื่องนี้(ดังที่หลายคนคงทราบดีแล้ว) คือ ผมได้เสนอแนวคิดที่ผมตั้งขึ้นมาเองว่า “ความสัมพันธ์คนละฟากถนน” ให้แก่การกิจกรรมระหว่างคนทำงานระหว่างชายหญิง …
องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดนี้เป็นดังที่ผมกล่าวมาตอนต้นคือ หลีกเลี่ยง “การสื่อสาร” ระหว่างกันให้มากที่สุด ต่อให้เราพบเจอกันแบบไม่มีม่าน แต่เราแทบจะไม่ได้สื่อสาร ทั้งทางคำพูดและการใช้สายตา เท่ากับเราได้ตัด “ช่องทาง” ในการส่งฟิตนะฮฺ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สื่อสารกัน ไม่ต้องให้สลามกันแล้ว ไม่ต้องสนใจในความทุกข์ยากลำบากกันแล้ว ... สื่อสารไม่ได้ห้ามครับ แต่ทำเท่าที่จำเป็นก็พอ
ผมคิดว่าการเข้มงวดในเรื่องนี้จัดว่าเป็นบุคลิกภาพของมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺที่ดีด้วย การสื่อสารกันให้น้อยที่สุด พูดคุยเท่าที่จำเป็น เป็นการให้เกียรติระหว่างเพศกันด้วย และถือว่ามีมารยาทอิสลามที่ดีงามเช่นกัน
ความสัมพันธ์คนละฟากถนน จึงเริ่มด้วยการตัดช่องทางการสื่อสารให้น้อยที่สุด ให้มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺเหมือนอยู่กันคนละฟากถนน การจะบอกอะไรให้อีกฝ่ายทราบก็กระทำได้ แต่อาจต้องตะโกนข้ามถนน ไม่ต้องมาเดินด้วยกัน คือผมหมายความว่า ให้มีการสื่อสารอยู่ แต่กระทำยากสักนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ในการทำกิจกรรมร่วมกัน เราปรึกษาหารือกัน แต่ไม่ต้องมาจัดวงพูดคุยหันหน้าเข้าหากัน แล้วประชุมกันเป็นชั่วโมง ประสบการณ์ของผมถือว่าเป็นการประชุมที่แย่มาก ๆ เพราะพวกมุสลิมีนพากันโชว์วิชชั่น โชว์ความคริเอทีฟ ในที่ประชุม แทบจะหามติอะไรไม่ได้ ถ้าจำเป็นต้องประชุมร่วมกันจริง ๆ ก็ให้จัดที่นั่งแบบแถวละหมาดก็ได้ แล้วก็จำกัดวาระที่ชายหญิงต้องรับรู้และต้องปรึกษาร่วมกันจริง ๆ บางวาระไม่ต้องให้ผู้หญิงร่วมอยู่ด้วยก็ได้ หรือบางวาระให้ผู้หญิงไปคุยกันเองก็ได้ ... นี่มิใช่ความสุดโต่ง ทำให้เป็นธรรมชาติ
หลักการนี้ผมก็ประยุกต์มาจากฟัตวาของอุละมาอ์หลายท่าน คือพวกเราชอบโต้แย้งในเนื้อหาฟัตวาที่อาจมีความเห็นหลายอย่างได้ เช่น ความหมายเกี่ยวกับมะหฺร็อมในการเดินทางไกล? การมีม่านหรือไม่มีม่าน? แต่ผมเห็นว่า ฟัตวาต่าง ๆ ก็ได้เสนอสิ่งที่สอดคล้องกันและพวกเราก็ไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นก็คือ การไม่ให้ชายหญิงติดต่อสื่อสารกันอย่างพร่ำเพื่อ …
แม้เราจะพบว่าในยุคแรกนั้น ผู้หญิงก็ไปมัสญิด เข้าไปช่วยผู้ชายในสนามรบ ร่วมพิธีฮัจญ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมที่ดีงาม และชี้ให้เห็นว่าไม่มีการแบ่งแยกกันชัดเจนเด็ดขาด แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่า พวกเขาชายหญิงนั่งจับกลุ่มกันพูดคุยกันในแบบที่คนสมัยนี้จำนวนมากกระทำกัน ...
ความสัมพันธ์คนละฟากถนน จึงให้ความหมายว่า การไม่เปิดโอกาสให้หญิงชายพากันเฮไหนเฮนั่น นัดกันไปนั่งกินอาหารกันกลุ่มใหญ่ ถ้าจะไปด้วยกันก็ควรจะแยกโต๊ะ คือผมไม่ได้เรียกหาม่าน แต่เรียกหา “ฟากถนน” ให้อยู่กันคนละฟาก แต่ยังเห็นไกล ๆ ว่าเดินอยู่บนถนนเดียวกันอยู่ แม้จะอยู่กันคนละฟาก
แนวคิดคนละฟากถนน ก่อให้เกิดสองฟาก หรือสองวง แต่ทำงานร่วมกันได้ มีการติดต่อตามขอบเขตของชะรีอะฮฺ แต่ผมยังเสนออีกสิ่งหนึ่งเพื่อลดระดับความตึงเครียดระหว่างชายหญิง และลดแรงกระตุ้นในการนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เสียหาย นั่นก็คือ ต้องสร้างจุดโฟกัสที่ถูกต้องให้แก่แต่ละฟาก
หมายความว่า ให้ชายหญิงที่อยู่คนละฟากโฟกัสเนื้อหาการพูดคุยไปยังเรื่องที่มีประโยชน์ ให้เป็นเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องเสริมสร้างประโยชน์ในงานดะอฺวะฮฺ และหลีกเลี่ยงหัวข้อความรักระหว่างชายหญิง เน้นหัวข้อความรักต่ออัลลอฮฺ ต่อเราะซูล และการทำงานเพื่ออิสลามแทน ให้ลดระดับการพูดคุยเรื่องสามีและภรรยาในอุดมคติ เพราะสิ่งเหล่านี้หากไม่ถึงเวลาของมันจริง ๆ พูดไปก็มีแต่ไปกระตุ้นความปรารถนาของความเป็นคนหนุ่มคนสาว
เรื่องที่ดีหลาย ๆ อย่าง แต่ไม่ได้เวลาของมัน และไม่ก่อให้เกิดผลทางบวก เราก็ต้องลด ๆ การพูดถึงมันให้น้อยลง ขณะที่บางคนมีอมานะฮฺเรื่องเรียน เรื่องดูแลพ่อแม่ ดูแลน้อง แต่ไปเอาเรื่องการหาคู่ครอง(ที่มันไม่ถึงเวลา)มาย้ำ แล้วเมื่อไม่มีความสามารถจะกระทำ มันจะยิ่งกว่ากลัดกลุ้มใจ เรื่องแบบนี้ท่านนบีฯ แนะนำให้ถือศีลอดต่างหาก ...
ผมเสนอแนวคิด “ความสัมพันธ์คนละฟากถนน” เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ท่ามกลางปัญหาของตัวผมเองและของพี่น้องหลาย ๆ คนในเรื่องการทำกิจกรรมระหว่างชายหญิง ท่ามกลางคนที่เคร่งครัดมาก ๆ กับพวกที่แทบจะไม่สนใจหลักการในเรื่องนี้เลย และเมื่อย้ำให้หลายคนในทีมงานปฏิบัติตามแนวคิดนี้ มันได้ผลเกินความคาดหมาย ปัญหาเริ่มคลี่คลายและแทบจะไม่มีเรื่องหนักหนาใด ๆ เลย ที่สำคัญมันทำให้ชายหญิงที่ปฏิบัติในทิศทางนี้ยังคงร่วมงานกันได้อย่างเป็นธรรมชาติต่อไป
ครับ ... คำว่า “คนละฟากถนน” ยังหมายถึงมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺมาร่วมเดินอยู่บนถนนเดียวกัน แต่ไม่ต้องมาเดินใกล้ ๆ กัน นั่นหมายความว่า เราทำงานด้วยกัน พอจะมองเห็นกันไกล ๆ ว่าใครเป็นใคร แต่ไม่ต้องมาให้เห็นหน้ากันชัด ๆ จนรู้ในเรื่องส่วนตัวไปหมด คือเราต้อง “รู้จักกัน” แต่ไม่ต้องถึงขั้น “รู้ใจกัน” คือเรา “เข้าใจกัน” แต่ไม่ต้อง “เข้าถึงกัน"
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551
ใยเล่ามุสลิมะฮฺ???
ใยเล่ามุสลิมะฮฺ???
มุสลิมะฮฺ ใยเล่าเจ้า ในวันนี้
มิหวงแหน สิ่งที่มี ค่านักหนา
เรือนร่างเจ้า ไหนเล่า จะหน้าตา
อยากจะรู้ เจ้าศรัทธา ในสิ่งใด
><<>><<>><<>><
พระเจ้า เจ้าเกรงกลัว บ้างหรือไม่
อัลกุรอาน เจ้าได้ต้อง บ้างไหมหนอ
สิ่งบัญญัติ เทียบได้หรือ คำยกยอ
ขอเธอจง ไตร่ตรอง ลองคิดดู
><<>><<>><<>><
ประการแรก เจ้าเกิดมา เพื่อใครหรือ
ยามวอนขอ เขาคือใคร ผู้ช่วยเหลือ
มิใช่ อัลลอฮฺหรือ ผู้จุนเจือ
ไม่เชื่อ อัลลอฮฺหรือ ผู้สร้างเธอ
><<>><<>><<>><
มีคำตอบ บ้างไหม ในใจเจ้า
สิ่งขัดเกลา หัวใจ หายกระด้าง
มีหรือไม่ ในหัวใจ ยามเดินทาง
พระผู้สร้าง หนึ่งเดียว ที่แท้จริง
><<>><<>><<>><
มุสลิมะฮฺ คิดเถิดเจ้า ในวันนี้
หวงสิ่งดี มีค่า สักนิดไหม
ร่างกายเจ้า รูปหน้า และจิตใจ
มีเพื่อใคร ค้นคำตอบ เพื่อตัวเอง
มุสลิมะฮฺ ใยเล่าเจ้า ในวันนี้
มิหวงแหน สิ่งที่มี ค่านักหนา
เรือนร่างเจ้า ไหนเล่า จะหน้าตา
อยากจะรู้ เจ้าศรัทธา ในสิ่งใด
><<>><<>><<>><
พระเจ้า เจ้าเกรงกลัว บ้างหรือไม่
อัลกุรอาน เจ้าได้ต้อง บ้างไหมหนอ
สิ่งบัญญัติ เทียบได้หรือ คำยกยอ
ขอเธอจง ไตร่ตรอง ลองคิดดู
><<>><<>><<>><
ประการแรก เจ้าเกิดมา เพื่อใครหรือ
ยามวอนขอ เขาคือใคร ผู้ช่วยเหลือ
มิใช่ อัลลอฮฺหรือ ผู้จุนเจือ
ไม่เชื่อ อัลลอฮฺหรือ ผู้สร้างเธอ
><<>><<>><<>><
มีคำตอบ บ้างไหม ในใจเจ้า
สิ่งขัดเกลา หัวใจ หายกระด้าง
มีหรือไม่ ในหัวใจ ยามเดินทาง
พระผู้สร้าง หนึ่งเดียว ที่แท้จริง
><<>><<>><<>><
มุสลิมะฮฺ คิดเถิดเจ้า ในวันนี้
หวงสิ่งดี มีค่า สักนิดไหม
ร่างกายเจ้า รูปหน้า และจิตใจ
มีเพื่อใคร ค้นคำตอบ เพื่อตัวเอง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก...
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก......แบบไหนก็ได้
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โดยไม่มีแบบแผน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....สิ่งที่ถูกสร้างมากกว่าผู้สร้าง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ตัวเองมากกว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โลกชั่วคราวใบนี้มากกว่าโลกอาคิเราะห์ที่ยั่งยืนตลอดกาล
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....หนทางสู่นรกอันหอมหวานมากกว่าหนทางสู่สวรรค์อันขรุขระ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการอิสลาม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....เพศตรงข้ามเสมือนว่าเราต่างเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การสะสมเงินไว้ในกระเป๋ามากกว่าการสะสมเงินในบัญชีแห่งความดี
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริตมากกว่าความซื่อสัตย์
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การเอาตัวรอดอย่างเดียว พี่น้องไม่ต้องสนใจ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การร่วมทางกับชัยฎอนเสมือนมันไม่ได้เป็นศัตรู
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่ามุสลิมที่ยากจน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้รู้ศาสนาที่เราเคารพอย่างหลับหูหลับตา โดยไม่มีการตักเตือน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การนิ่งเฉยกับความชั่วในสังคมมากกว่าการห้ามปรามมัน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....อื่นๆ อีกมากมายที่ไร้แก่นสาร
แต่...หัวใจถูกสร้างมาเพื่อรัก....ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติไว้
มารักทุกสิ่งตามที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้กันเถิดครับพี่น้อง....
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โดยไม่มีแบบแผน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....สิ่งที่ถูกสร้างมากกว่าผู้สร้าง
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ตัวเองมากกว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....โลกชั่วคราวใบนี้มากกว่าโลกอาคิเราะห์ที่ยั่งยืนตลอดกาล
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....หนทางสู่นรกอันหอมหวานมากกว่าหนทางสู่สวรรค์อันขรุขระ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการอิสลาม
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....เพศตรงข้ามเสมือนว่าเราต่างเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การสะสมเงินไว้ในกระเป๋ามากกว่าการสะสมเงินในบัญชีแห่งความดี
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริตมากกว่าความซื่อสัตย์
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การเอาตัวรอดอย่างเดียว พี่น้องไม่ต้องสนใจ
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การร่วมทางกับชัยฎอนเสมือนมันไม่ได้เป็นศัตรู
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่ามุสลิมที่ยากจน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....ผู้รู้ศาสนาที่เราเคารพอย่างหลับหูหลับตา โดยไม่มีการตักเตือน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....การนิ่งเฉยกับความชั่วในสังคมมากกว่าการห้ามปรามมัน
หัวใจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรัก.....อื่นๆ อีกมากมายที่ไร้แก่นสาร
แต่...หัวใจถูกสร้างมาเพื่อรัก....ทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติไว้
มารักทุกสิ่งตามที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้กันเถิดครับพี่น้อง....
วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2551
สิ่งท้าทายมุสลีมะฮฺในยุคโลกไร้พรมแดน...
มุสลีมะฮฺ มีสถานภาพที่สำคัญสำหรับประชาคมมุสลิม เพราะพวกเธอเป็นส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้างสำคัญของสังคม อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยซึ่งก่อให้เกิดมรรคผลที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติ เพราะพวกเธอเป็นโรงเรียนแห่งแรกในการหล่อหลอมบุตรธิดาให้เป็นชนรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมและความรู้ ดังนั้น สิ่งที่เด็กๆซึมซับและได้รับจากแม่นั้น เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดชะตากรรมและทิศทางของประเทศชาติในอนาคต
มุสลีมะฮฺจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา อัล-อิสลามอันสูงส่งมิได้ละเลยต่อเรื่องนี้ ในฐานะที่อิสลามเป็นครรลองชีวิตที่นำแสงสว่างและทางนำแก่มวลมนุษยชาติ อิสลามได้จัดระบบชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้าน และมีกฎระเบียบที่สมบูรณ์และดีที่สุด อิสลามจึงไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงอยู่ในความมืดอย่างเด็ดขาด อิสลามได้ให้คำชี้แนะแก่บรรดามุสลีมะฮฺ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นๆมาเสริมเติมแต่งอีกแล้ว
ความจริงการถกเถียงเกี่ยวกับ “ทัศนะหรือมุมมองของอิสลามที่มีต่อสิทธิสตรีและบุรุษ” ตามกระแสโลกในปัจจุบัน มิใช่หัวข้อที่พิเศษอะไรมากนัก เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อพื้นฐานทั่วๆไป และเป็นเรื่องที่มนุษย์เกือบทุกคนโดยเฉพาะมุสลิมรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะรู้และจำเป็นต้องรู้หรือถกเถียงกันมากกว่า ก็คือ เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะน้อมรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติ(หุก่ม)อิสลามหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?
จากสภาพความเป็นจริงที่เราประสบในปัจจุบัน ก็คือ ในสังคมทั่วโลก มนุษย์กำลังถูกกระแสแห่งการลอกเลียนแบบและคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่อกระแสโลกาภิวัตน์จากตะวันตก ที่ไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากและรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชาติอิสลามบางกลุ่ม ยังหลอกตัวเองด้วยการใช้เล่ห์เพทุบาย พยายามประนีประนอม โอนอ่อนผ่อนตาม ไหลไปตามกระแสตะวันตกและปรับตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ชาวตะวันตกต้องการและกำหนดไว้ พวกเขาพยายามบีบบังคับชาวมุสลิมด้วยกันเองและบิดเบือนหลักการอิสลามอันบริสุทธิ์และเที่ยงแท้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของตะวันตก โดยพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอื่นๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสลามแม้แต่น้อย ละเลยและลดความสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณหรือเจตนารมณ์ของชารีอะฮฺอิสลาม ซึ่งแน่นอนมักจะขัดกับอารมณ์ กิเลสและตัณหาของมนุษย์
แหละนี่คือกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ เราจึงต้องมองไปยังหลักการ(หุก่ม)อิสลามด้วยสายตาและจิตใจที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสิน เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองและเตรียมตัวเตรียมใจของเรา ให้พร้อมที่จะน้อมรับพระบัญชาของอัลลอฮฺนำไปปฏิบัติและละเว้นในสิ่งที่ทรงห้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิม (ฟิตเราะฮฺ) ของมนุษย์อยู่แล้ว
นี่คือ สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมุสลีมะฮฺในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปกป้องตัวเองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากไฟแห่งฟิตนะห์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก และจะเป็นกุญแจไขให้มุสลิมะฮฺก้าวเข้าสู่การเป็นมุอฺมีนะฮฺที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์อย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกอาคีเราะฮฺ
เขียนโดย : มุคลิส บิน ยูซุฟ
มุสลีมะฮฺจึงเป็นมนุษย์คนแรกที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา อัล-อิสลามอันสูงส่งมิได้ละเลยต่อเรื่องนี้ ในฐานะที่อิสลามเป็นครรลองชีวิตที่นำแสงสว่างและทางนำแก่มวลมนุษยชาติ อิสลามได้จัดระบบชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้าน และมีกฎระเบียบที่สมบูรณ์และดีที่สุด อิสลามจึงไม่ปล่อยให้มนุษย์หลงอยู่ในความมืดอย่างเด็ดขาด อิสลามได้ให้คำชี้แนะแก่บรรดามุสลีมะฮฺ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งอื่นๆมาเสริมเติมแต่งอีกแล้ว
ความจริงการถกเถียงเกี่ยวกับ “ทัศนะหรือมุมมองของอิสลามที่มีต่อสิทธิสตรีและบุรุษ” ตามกระแสโลกในปัจจุบัน มิใช่หัวข้อที่พิเศษอะไรมากนัก เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นหัวข้อพื้นฐานทั่วๆไป และเป็นเรื่องที่มนุษย์เกือบทุกคนโดยเฉพาะมุสลิมรู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะรู้และจำเป็นต้องรู้หรือถกเถียงกันมากกว่า ก็คือ เราต้องถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะน้อมรับ เชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติ(หุก่ม)อิสลามหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?
จากสภาพความเป็นจริงที่เราประสบในปัจจุบัน ก็คือ ในสังคมทั่วโลก มนุษย์กำลังถูกกระแสแห่งการลอกเลียนแบบและคลั่งไคล้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ต่อกระแสโลกาภิวัตน์จากตะวันตก ที่ไหลบ่าอย่างเชี่ยวกรากและรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชาติอิสลามบางกลุ่ม ยังหลอกตัวเองด้วยการใช้เล่ห์เพทุบาย พยายามประนีประนอม โอนอ่อนผ่อนตาม ไหลไปตามกระแสตะวันตกและปรับตัวเองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ชาวตะวันตกต้องการและกำหนดไว้ พวกเขาพยายามบีบบังคับชาวมุสลิมด้วยกันเองและบิดเบือนหลักการอิสลามอันบริสุทธิ์และเที่ยงแท้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของตะวันตก โดยพยายามยัดเยียดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอื่นๆที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสลามแม้แต่น้อย ละเลยและลดความสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณหรือเจตนารมณ์ของชารีอะฮฺอิสลาม ซึ่งแน่นอนมักจะขัดกับอารมณ์ กิเลสและตัณหาของมนุษย์
แหละนี่คือกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ เราจึงต้องมองไปยังหลักการ(หุก่ม)อิสลามด้วยสายตาและจิตใจที่บริสุทธิ์ เที่ยงธรรม ปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นเครื่องตัดสิน เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองและเตรียมตัวเตรียมใจของเรา ให้พร้อมที่จะน้อมรับพระบัญชาของอัลลอฮฺนำไปปฏิบัติและละเว้นในสิ่งที่ทรงห้าม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสัญชาตญาณดั้งเดิม (ฟิตเราะฮฺ) ของมนุษย์อยู่แล้ว
นี่คือ สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมุสลีมะฮฺในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปกป้องตัวเองให้รอดพ้นและปลอดภัยจากไฟแห่งฟิตนะห์ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก และจะเป็นกุญแจไขให้มุสลิมะฮฺก้าวเข้าสู่การเป็นมุอฺมีนะฮฺที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์อย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งชีวิตที่ผาสุกทั้งในโลกนี้และโลกอาคีเราะฮฺ
เขียนโดย : มุคลิส บิน ยูซุฟ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)